วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

>> สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมี จำกัด

คำว่าสหกรณ์อธิบายมิติในเรื่องความร่วมมือและเครือข่ายไว้เป็นอย่างมาก แต่คนในกระบวนการสหกรณ์กลับมองเรื่องทุน และการดำรงอยู่ของตนเองเป็นสาระสำคัญ นั่นหมายถึงว่าเริ่มต้นอ่านโจทก์ผิด คำตอบสุดท้ายก็ย่อมผิดนั้นแล ไม่มีเป็นทางอื่น หรือท่านว่ายังไง?
                   สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมี จำกัด มุ่งมั่นสานฝันชาวนาไทย

ใช่แล้ว/หากเราเอาเงินเป็นตัวตั้งเพราะสหกรณ์เป็นเรื่องของคน
                                                ดวงเดือน ขัติยเนตร 

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

>> 8 มีนาคม วันสตรีสากล

วันสตรีสากล (International Women's Day) ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี (อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ) เป็นวันที่มีการประท้วงของแรงงานหญิง ณ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรสตรีในโรงงานทอผ้าได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบกดขี่ขูดรีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน
ประวัติความเป็นมา ของ "วันสตรีสากล" เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ. 2400)

จากนั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

ความอัดอั้นตันใจจึงทำให้ "คลาร่า เซทคิน" นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ "คลาร่า เซทคิน" และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ. 2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ก เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ. 2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ "คลาร่า เซทคิน" ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล


ที่มา : http://th.wikipedia.org/

>> ชมรมสหกรณ์จังหวัดตาก ร่วมงาน "วันนักข่าวจังหวัดตาก"

เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมการของชมรมสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เข้าร่วมงาน "วันนักข่าวจังหวัดตาก"

เมื่อวันที่่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.๐๐ น. นายนคร  สงวนสุข ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองตาก จำกัด และ นายพิเชษฐ์  พบพืช ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินวังเจ้า จำกัด ในฐานะกรรมการชมรมสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เป็นตัวแทนชมรมฯ เข้าร่วมงาน "วันนักข่าวจังหวัดตาก" ก็อบอุ่นชื่นมื่นกันทั่วหน้าในฐานะคนเมืองตาก เป็นองค์กรหนึ่งในแผ่นดินเมืองตากเหมือนกัน

ในงานนี้้ หลายๆ หน่วยงานร่วมด้วยช่วยกัน เช่น สหกรณ์ตากบีฟ ได้ยกเนื้อเสต็กไปเสิร์ฟตลอดงาน บ.เอสเคเอฟ ขนผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรมาบริการเพียบ !

ทีมงานจาก สนง.ประชาสัมพันธ์ จ.ตาก และ อสมท.ตาก

ขวา พี่สบเกษม  แหงมงาม แห่งปิงเปยตาก ประธานชมรมสื่อมวลชนจังหวัดตาก

เอ กัมปนาท ขาเก๋าจาก อสมท.ตาก

ตัวแทนชมรมสหกรณ์จังหวัดตาก กับพี่มหา จาก ธกส.ตาก

เสื้อลายขวาง พี่ฟรีอี  และเซน ประธาน สก.เดินรถตู้ตาก-แม่สอด กรรมการสหกรณ์ตากบีฟ ทนายความนักพัฒนา

ตัวแทน กษ.ตาก และ น้องหนิง จาก สนง.สหกรณ์จังหวัดตาก


ทีมงานจาก อสมท.ตาก

 กำนันสุริยา  มาเกิด กำนันนักพัฒนา และผู้ติดตามคนเดิม(เสมอ...)



 ผวจ.ตาก เป็นประธานในงาน



>> ผู้ตรวจราชการกรมฯ ตรวจเยี่ยมติดตามงาน

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่ ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก นายเชาวฤทธิ์  ประเสริฐสกุล ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขต ๑๖ - ๑๗ ได้เดินทางมาตรวจเยียม ติดตามผลการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบติงาน และชี้แจงนโยบายที่สำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก โดยนายอัชฌา  สุวรรณนิตย์ สหกรณ์จังหวัดตาก ได้นำเรียนชี้แจงผลการปฏิบัติงาน ปัญหาอุปสรรค ต่อผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์









วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

>> การสาธารณสุขที่ชายแดนอำเภอพบพระ

Shot in Popphra district in Tak province, this short campaign digital film is dedicated to all public health workers on the Thai-Burma border. Produced by Mayim Studio with support of PLE Thailand.

>> พลาดโอกาสอีกแล้ว


เครือข่ายโอทอปตาก จับมือกับเครือสหพัฒน์ จำหน่ายสินค้า คุณภาพ ราคาถูก ในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ถึงวันที่ 3 มกราคม 2556
นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ ประธานเครือข่ายโอทอปจังหวัดตาก กล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าโอทอป 3-5 ดาว ที่บริเวณหน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมือง จ.ตาก ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวจังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียง สนใจเข้ามาซื้อหาผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล และซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ จำกัด 3-4 วันที่ผ่านมา ชาวตากและจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจซื้อสินค้าดีงกล่าวข้างต้น เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูก มากกว่าห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกในจังหวัดตาก เหลือระยะเวลาอีก 2 วัน ขอเชิญชวนให้ผู้เข้าชมงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ไปเยี่ยมชมและซื้อหาสินค้ากลับบ้าน เนื่องจากสินค้าในบางรายการใกล้หมดแล้ว
ขณะเดียวกันที่ร้านค้าสหกรณ์ตากบีฟ จำกัด บูทกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใกล้กับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก มีการจำหน่ายเนื้อโคขุนตากบีฟ ร้านค้าจำหน่ายสเต็กส์เนื้อ หมู ปลา และมีไอครีม(นม) อร่อย หอมหวาน ที่มีคุณภาพมากว่ายี่ห้ออื่น ในท้องตลาดทั่วไป ราคาโปรโมชั่น ถูกมาก อยากให้ไปชิมดู รวมทั้งซื้อหาเนื้อแปรรูปเนื้อโคขุน อันดับหนึ่งของประเทศ กลับไปรับประทานที่บ้าน

นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ กล่าวต่อไปว่า เหลือระยะเวลาอีก 2 วัน งานตากสินมหาชานุสรณ์ ก็จะเสร็จสิ้นลงในวันที่ 3 มกราคม 2556 จึงขอเรียนเชิญพ่อบ้านแม่บ้าน และนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ไปซื้อสินค้าโอทอป และสินค้าเครือสหพัฒน์ ที่เป็นของอุปโภคบริโภค นัย 100 ชนิด ได้ที่ร้านค้าจำหน่ายโอทอป และสินค้าเครือสหพัฒน์ ณ บริเวณลานจอดรถยนต์ หน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยพร้อมเพรียงกัน.

>> ประกวดร้านค้าในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2555-2556


“นวพล” นำคณะกรรมการ ฯ ตรวจให้คะแนนกับร้านภาครัฐ เอกชน ที่มีผลงานสร้างสรรค์ในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2555-2556
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 นายนวพล รอดสังข์ รักษาการในตำแหน่งจ่าจังหวัดตาก นำทีมคณะกรรมการการประกวดร้านค้า งานตากสินมหาราชานุสรณ์ เดินตรวจให้คะแนนกับร้านค้าหน่วยงานภาครัฐ เอกชน 12 ร้าน ที่ส่งเข้าประกวด ฯ โดยมีหลักเกณฑ์มีผลงานสร้างสรรรค์ มีความหลากหลายของผลงานวิชาการ ผลงานกิจกรรมที่เข้าไปในพื้นที่ ความสวยงาม การตบแต่งร้านขบวนการคิด การทำ นิทรรศการผลงาน ที่เชื่อมโยงการเติบโตรองรับความเป็นประชาคมอาเชียน ปี 2558 และเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนาจังหวัดตาก ในแผน 3-4 ปีข้างหน้า

อย่างร้านของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ก็เป็นหลากหลายในเรื่องการท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในฐานะที่ตาก เป็นเมืองพักครึ่งทาง เป็น 4 แยกอาเชียน ถนนเอเชีย 2 เชื่อมเมืองเหนือ กับ เมืองใต้ และถนนเอเชีย 1 เชื่อมเมืองตะวันตก กับเมืองตะวันออก โดยตากเป็นศูนย์กลาง และเป็นการโชว์แหล่งท่องเที่ยวตาก แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ น้ำตกทีลอซู ไม้กลายเป็นหิน เจดีย์วัดพระบรมธาตุ อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง เขื่อนภูมิพล เป็นต้น
ร้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้านค้านี้นำผลผลิตทางเกษตรจากทุกอำเภอ สหกรณ์ตากบีฟ จำกัด ตั้งร้านค้าจำหน่ายสเต๊กส์ เนื้อโคขุน ไอครีม ร้านค้าในสังกัดกระรวงเกษตร ทำไร่นาสวนผสม โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ร้านสถานีหม่อนไหม จัดนิทรรศการหม่อนไหม และมีสินค้าของสถานี และในโครงการพระราชดำริ มาจำหน่าย
ร้านค้าของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 และ 2 โชว์ศักยภาพการศึกษา รองรับประชาคมอาเชียน (AEC.) ชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ได้ประกอบวีรกรรมทั้งก่อนและกู้เอกราชชาติไทย รวมทั้งการทำนุบำรุงบ้านเมือง การศึกษา ศาสนา และมีการแสดงผลงาน งานวิจัย งานนิทรรศการ ผลงานที่น่าทึ่ง และจะมีการสานต่อในเรื่องการศึกษา และรองรับการเติบโตทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องการค้า อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ที่จะเป็นประโยชน์กับตากในอนาคต และหลังจากนั้น คณะกรรมการ ฯ ได้ตรวจครบทุกร้านค้า ที่ส่งเข้าประกวด 12 แห่ง
นายนวพล รอดสังข์ รักษาการจ่าจังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการ ฯ จะจัดประชุมและลงมติผลคะแนนรวมอีกครั้งในวันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมฝ่ายปกครอง ชั้น 3 ศาลากลางตังหวัดตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยมีรางวัลชนะเลิศ เป็นเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลรองชนะเลิศ ที่ 1 และ 2 รางวัลชมเชย ลดหลั่นเงินรางวัลกันลงมา.

>> วัฒนธรรมหินตั้ง บ.วังประจบ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


 ‘วัฒนธรรมหินตั้งบ้านวังประจบ จ.ตาก : พิธีกรรมการทำกล่องหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย’

เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2555 อาจารย์ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีนายเสียน ที่ตำบลวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ทำให้ได้ข้อมูลอันน่าสนใจว่าที่นี่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองที่ค้นพบวัฒนธรรมการทำหินตั้ง (Menhir) กับพิธีกรรมการทำกล่องหิน (slab stone box) โดยเขียนไว้ในบทความ ‘วัฒนธรรมหินตั้งบ้านวังประจบ จ.ตาก : พิธีกรรมการทำกล่องหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย’ ระบุว่า

แหล่งโบราณคดีนายเสียนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งหินตั้งและการประกอบพิธีกรรมการทำกล่องหินที่มีขนาดพื้นที่แหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ประมาณ 75x30 เมตร ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา ปราศจากการรบกวนจากกิจกรรมของคนในปัจจุบัน จากการสำรวจบนพื้นผิวดินพบแนวกล่องหินมากกว่า 20 จุด และพบการเรียงหินตั้งอีกหลาย 10 จุด
ด้วยความน่าสนใจดังกล่าว จึงทำการขุดค้นจำนวน 2 หลุมคิดเป็นพื้นที่ 60 ตารางเมตร แต่ปรากฏว่ากลับพบกล่องหินในหลุมขุดค้นมากถึง 15 กล่อง และหินตั้งอีก 1 กลุ่ม ซึ่งหินตั้งนี้เป็นเสมือนกับหมุดหมายที่บอกตำแหน่งของกล่องหินและเป็นเหมือนกับแท่งหินบูชากล่องหิน สำหรับกล่องหินนั้นคือพิธีกรรมการเอาแผ่นหินฟิลไลท์ (phyllite) ขนาดเล็กใหญ่ขัดจนเรียบมาเรียงต่อกันเป็นกล่องหินรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับโลงศพ วางในแกนทิศตะวันออก-ตกเสมอ 

การขุดเปิดกล่องหินจำนวน 4 กล่องภายในไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ พบเพียงภาชนะดินเผาที่นำมาวางที่หัวกับท้ายและมีสภาพจงใจทุบให้แตก และยังพบชิ้นส่วนกำไลหินที่ตั้งใจทำลายเช่นกัน อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่หนึ่ง (Primary burial)

ส่วนกลุ่มหินตั้งพบว่าเป็นการปักหินจำนวนหลายแผ่นหลายก้อนล้อมรอบหินตรงกลางที่มีรูปร่างคล้ายกับเสา
การกำหนดอายุสมัยอาศัยการเทียบเคียงกับอายุของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบคือราว 2,500-3,000 ปีมาแล้ว ตกอยู่ในช่วงหินใหม่ตอนปลายต่อยุคโลหะ

ทั้งนี้ จากการสำรวจหลักฐานบนพื้นผิวดิน และขุดค้นข้างต้น คาดการณ์ว่าพื้นที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนน่าจะมีกล่องหินที่ฝังอยู่ใต้ดินอีกประมาณ 100 กล่อง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแหล่งโบราณคดีนายเสียนจะเป็นแหล่งพิธีกรรม (Ritual site) ที่มีการทำหินตั้งกับกล่องหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และน่าสนใจมากในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งควรต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์กันอีกมากก่อนที่จะนำไปสู่ข้อสรุปในการตีความหมายของพิธีกรรมโบราณนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด

>> ร่วมกันคิด เพื่อเปลี่ยนรองรับ AEC.


โดย...สบเกษม แหงมงาม
ผู้ตรวจภาคประชาชน ด้านเศรษฐกิจ สำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้ตรวจกระทรวงพานิชย์ กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนตาก พบปะเรื่องเศรษฐกิจ การค้าตากในงานวิจัยเราคาดการณ์อนาคตไว้สามภาค คือภาคเทพธิดาดอย หน่อไม้ จิ้มน้ำปู สังคมตากจะอยู่ร่วมกับประชาคมอาเซียนได้ง่ายสงบ มีการติดต่อสื่อสารได้ดี และภาคที่สองเกาเหลาไม่งอก คือสังคมยังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ การเมืองใหญ่การเมืองท้องถิ่น สีเสื้อ มีการปะทะกันทางความคิด มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจตลอดเวลา และภาคที่สาม ต้มยำกุ้งแม่น้ำเมย (ฝังหัวตะกั่ว)ในอนาคตสังคมไทยจะมีความหลากหลายในมิติความเร้นลับในปัจเจก สังคมตากไม่ใช่สังคมเปิดเผย มีความลับเยอะ ตั้งแต่แนวคิดตั้งจังหวัดแม่สอด คิดแล้วมึนสังคมแตกแยก  ตากเล็กอยู่แล้ว ตัดแบ่งตัวแบ่งเค้กจังหวัดตาก ให้มันเล็กลง ตาก ชื่อเป็นนามมงคล เมืองพระเจ้าตาก พระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงกู้ชาติกรุงศรีอยุธยา กู้เอกราชชาติไทย ไม่ควรจะแบ่งแยก และแตกความคิด
 บริเวณสี่แยกอาเชียน จุดตัดถนน AH 1 กับถนน AH 2 สี่แยกใกล้ศาลากลาง จ.ตาก ทำไม ? ไม่คิดให้ตาก ที่เป็นเมือง 4 แยกอาเชียน ที่เป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางถนนเอเชีย 1 (AH 1) กับ ถนนเอเชีย 2 ( AH 2) ที่ตัว อ.เมือง จ.ตาก เชื่อมตะวันตก ตะวันออก และเชื่อมเหนือ-ใต้ แห่งเดียวของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จุดกระจายสินค้า และศูนย์กลางส่งเสริมและพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ให้เป็นจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ( AEC.)  ซึ่งในอดีตทำไมเราไม่หยิบยกเรื่องราวและภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ โดย พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร ที่ได้ส่งเสริมและพัฒนาให้ตากเป็นศูนย์กลางพัฒนาภาคเหนือ มีสิ่งเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตาก ช่วงสมัย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น ตากกินบุญเก่าในการพัฒนาจังหวัดตาก  มีเพียง พณ ฯ อุดร ตันติสุนทร  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พณฯ รักษ์ ตันติสุนทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีผลงานปรากฏในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคม อย่างเด่นชัด เช่นก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยพม่า วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยการอาชีพ ปรับปรุงและก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร และอื่น ๆ  ที่จับต้องได้ ส.ส.และรัฐมนตรีคนอื่น แย่งซีนผลงานของข้าราชการประจำ และภาคเอกชน  มีแต่ขึ้นป้ายผลงานคนอื่น ให้คนตาก ทราบโดยทั่วกัน และต้องยอมรับการขับเคลื่อนการพัฒนาตาก กลายเป็นภาครัฐและเอกชนไป

นิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าไทย กับนักธุรกิจไทย-พม่า และภาครัฐสหภาพเมี้ยนมาร์
เรื่องการยกฐานะ เขตปกครองพิเศษนครแม่สอด และเมืองเศรษฐกิจพิเศษชายแดน   หอการค้าจังหวัดคิดอย่าง จังหวัดตาก (ภาคราชการ) คิดอย่าง และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดคิดอย่าง  ส่วนภาคการเมือง (ส.ส.) ไม่คิดอะไรเลย ต้องยอมรับว่า ภาคเอกชน ภาคการเมือง อปท.คิดกันมานานนับ 10 ปี พึ่งปลื้มในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประชุม ครม.สัญจร ที่โรงแรมเซ็นทรัลแม่สอดฮิลล์ อ.แม่สอด เมื่อปี 2547  และเห็นชอบให้ 3 อำเภอ แม่สอด แม่ระมาด พบพระเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

หลังที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกปฎิวัติยึดอำนาจ เมื่อปี 2549 และเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 ฉบับ คมช. 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาคการเมืองอ่อนแอ แบ่งขั้ว แบ่งสี  สองมาตรฐาน  ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร อดีตนายกรัฐมนตรี เหยียบเงาตัวเอง คำพูดที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ เหมือนขว้างงู ไม่พ้นคอ องค์กรภาคประชาชน สื่อมวลชน(บางค่าย)  เห็นชอบกับการรัฐประหาร หลงอำนาจ อยากเข้ามารัฐบาล ทั้งที่มีผลงานไม่เข้าตาประชาชน และประชาชนได้ตัดสินในการเลือกตั้ง เมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 แล้ว

การเมืองท้องถิ่นตาก กระแสเปลี่ยนผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น แรงมาก ที่คนตากล้มขั้วการเมืองเทศบาลเมืองตาก และองค์กรบริหารส่วนจังหวัดตาก ทำให้ จ.ส.ต.สมชาติ เพ็ชรประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองตาก และชิงชัย ก่อประภากิจ แพ้แบบหมดรูป ปัจจัยที่ชนะคนตาก อยากเปลี่ยน ไม่ใช่ปัจจัยอื่น แห่งความศรัทธา และกระสุน  ผู้บริหารที่เข้ามาใหม่อย่าง อานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก และ ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายก อบจ.ตาก ต้องฟังเสียงชาวบ้าน และลงไปสัมผัสชาวบ้าน อย่าไปโทษคนเก่า สร้างหนี้ไว้ให้ ไม่มีเงินพัฒนา และที่สำคัญ ต้องไว้ใจคน และให้เกียรติคน กระจายอำนาจให้อย่างทั่วถึง งานการพัฒนาเมืองตาก ถึงจะเดินไปได้

เรื่องนี้ขอให้เป็นภาพรวมของผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น หลายแห่งได้ผู้บริหารท้องถิ่น  ส.ท. ส.อบต. และ ส.อบจ.ตาก ได้คนเก่ง คนดี  คนซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะทำงานเพื่อสังคม ถือเป็นโชคดี ส่วนเราได้นักการเมืองใจแคบ หลงอำนาจ มาตรฐานความเชื่อถือต่ำ มาตรฐานเป็นผู้นำทางความคิด และผลงานไม่ประจักษ์เป็นที่ยอมรับของสังคม ถือเป็นโชตร้าย ถือเป็นบทเรียน ที่ต้องปรับเปลี่ยน สังคม และสื่อมวลชนต้องรวมตัวกัน ทำความจริงให้ปรากฎ

ปี 2556 นักการเมืองทุกคน ที่เป็นความหวังของคนเมืองตาก ต้องสร้างความคิดใหม่ ทำงานตามที่บอกกับชาวบ้าน ตามที่เขียนไว้นโยบาย ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ให้เกียรติข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น และให้เกียรติชาวบ้าน และพวกพ้องพ้อง ประเภทนินทา บอกว่าคนโน้นไม่ดี อยู่ที่การปฎิบัติและพฤติกรรม และสังคมสามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากความลับไม่มีในโลก

ตากของเรานี้ ฉีดวัคซีนให้คนน้อยมาก เมื่อฉีดวัคซีนน้อยก็แน่นอน ภูมิต้านทานมันไม่มี มันก็อ่อนแอ เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย การเมืองยังไงก็ได้ โกงกินยังไงก็ได้ ขอให้มีผลงานนิดหน่อย ถ้าปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ มันก็เหมือนปลวกที่แทะกินบ้านเรือน ทำให้สังคมง่อนแง่น ในที่สุดก็จะล้มได้ มันจะล้มไปทางไหนก็แล้วแต่ แต่ว่ามันทำให้อ่อนแอมากขึ้นทุกที น่ากลัว

ผมคิดว่าคนตาก ต้องดูอดีตด้วย แล้วดูคนอื่นด้วย ดูพร้อมกันสองอย่าง ว่าอดีตเขาเคยทำ ไว้ดียังไง หรือว่าทำไม่ดี ยังไงก็อย่าไปทำตามสิ ก่อนหน้านี้  วิพากษ์วิจารย์เขา ไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ก็อย่าปฎิบัติ “เงินทอน” อย่าคิด ไม่ใช่เขาเรียกร้องร้อยละ 20 เราเรียกร้อยละ 25 มันจะสะท้อนกลับ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำดีมีชื่อเสียงมา 20-30 ปี สลายไปเพียงเสี้ยววินาที รวมทั้งเสร็จนา ฆ่าโคถึกเสร็จศึก ฆ่าขุนพล ซี่งคนเป็นผู้นำ แค่คิด ก็หมดเพื่อนพ้อง น้อง พี่ และผลักมิตรเป็นศัตรู ไม่เป็นประโยชน์อะไร สู้เอาศัตรูเป็นมิตรของผู้คนชาญฉลาดไม่ได้

เราหวังว่าคนตาก จะเรียนรู้มากขึ้น และเข้าใจมากขึ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณจะเป็นคนดีแต่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว คุณต้องกล้าเจ็บตัวออกมาพูดบ้าง แสดงจุดยืนเป็นตัวอย่างให้สังคม เราต้องเชื่อมั่นว่า ทุกคนจะเปลี่ยนตาก ให้ดีขึ้นได้ !!...

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

>> ซีพีแนะรัฐแก้ปัญหาส่งออกข้าว ชี้ทำเกษตรให้เป็นสหกรณ์

ซีพีแนะรัฐแก้ปัญหาส่งออกข้าว ชี้ทำเกษตรให้เป็นสหกรณ์
ซีพีแนะรัฐแก้ปัญหาส่งออกข้าว ชี้ทำเกษตรให้เป็นสหกรณ์
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาการส่งออกข้าวไทยที่ต้องเสียแชมป์การส่งออก เพราะราคาข้าวในประเทศที่สูงจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลที่ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถขายข้าวแข่งกับต่างประเทศได้ โดยระบุว่า ภาครัฐและเอกชนต้องผนึกกำลังปรับประสิทธิภาพการส่งออกข้าวไทย ด้วยการส่งเสริมให้มีการใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์และให้ความรู้และเพิ่มการบริโภคข้าวไทยให้กว้างขวางขึ้น เช่นเดียวกับการใช้กลยุทธ์การตลาดด้านการท่องเที่ยวในตลาดโลก

ปรับปรุงงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยโดยกรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรให้มีพันธุ์ข้าวใหม่ที่เป็นข้าวไทยมีคุณภาพและประหยัดต้นทุนให้เกษตรกร ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเพาะปลูกให้ถูกวิธีเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การใส่ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการเก็บเกี่ยวและหลักเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิผลอย่างจริงจัง ส่งเสริมการใช้ระบบสหกรณ์เพื่อควบรวมพื้นที่เพื่อทำให้จัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูกและปฎิรูประบบการทำนาให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังมากขึ้น

เนื่องจากระบบสหกรณ์จะทำให้การจัดสรรระบบสาธารณูปโภค ในการพัฒนาพื้นที่นาได้สะดวกและส่งเสริมให้การใช้นโยบายรับจำนำอย่างโปร่งใส โดยรัฐบาลต้องรับภาระเรื่องสต็อกข้าว ระบบการบริหารคลังสินค้าข้าว การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพข้าวต้องปฎิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลต้องหาวิธีการระบายข้าวที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยรัฐต้องดำเนินการอย่างมืออาชีพและมีความโปร่งใส รวมทั้งการจัดเก็บสินค้าข้าวเพื่อเป็นคลังสินค้าอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

นายสุเมธ กล่าวว่า หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันจะทำให้ระบบการค้าข้าวไทย ซึ่งภาครัฐมีบทบาทกำหนดแนวทางหลักจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศได้อย่างเต็มที่และไทยยังคงสถานะการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวคุณภาพที่ดีและมีมูลค่า

ผู้สื่อข่าว : นภา ศรประสิทธิ์
ข่าวจริง สปริงนิวส์ ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต

go6TV: "ช่างภาพ TPBS" ยืนยันกลางศาล "ฟาบิโอลา-ช่างภาพอิตา...

go6TV: "ช่างภาพ TPBS" ยืนยันกลางศาล "ฟาบิโอลา-ช่างภาพอิตา...: วันที่ 27 ธันวาคม 2555 (go6TV) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลนัดไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ ช.10...

>> สองนักกรีฑาสาววังเจ้า-ผดุงปัญญา คว้านักกีฬายอดเยี่ยมวันกีฬาแห่งชาติ

สองนักกรีฑาสาววังเจ้า-ผดุงปัญญา คว้านักกีฬายอดเยี่ยม วันกีฬาแห่งชาติ



“สุนิษสา” เยาวชนทีมชาติ คว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมตามคาด ขณะที่นักกีฬาดาวรุ่งหญิง “มิ่งกมล” นักกีฬาในโครงการสปอตฮีโร่ กกท.สังกัด ร.ร.ผดุงปัญญา อนาคตนักกรีฑาทีมชาติ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

นายมงคล สัณฐิติวิฑูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยภายในงานมีบุคคลสำคัญในวงการกีฬา, นักกีฬาชื่อดังจากฝ่ายกีฬาชมรมกีฬา สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ- เอกชน ของจังหวัดตาก มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ที่ห้องอาหารชมปิง โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซด์ อำเภอเมือง จังหวัดตาก  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555สรุปผลรางวัลได้ดังนี้


นักกีฬานักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่ 
       1. นายชนะโชค เดชอภิรัตนมงคล นักกีฬาชนิดกีฬากอล์ฟ
       2. นายณัฐวัฒน์ ศุภชีวกุล นักกีฬาชนิดจักรยาน

นักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม  ได้แก่ 
       นางสาว สุนิษสา บุญประสาร นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)

นักกีฬาดาวรุ่งหญิง ได้แก่ 
       1. เด็กหญิง มิ่งกมล คุ้มผล นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)
       2. เด็กหญิงรัฐนิชา บุญเดชา นักกีฬาชนิดว่ายน้ำ

ผู้ฝึกสอนกีฬายอดเยี่ยม  ได้แก่.
       นายอดิศักดิ์ คงเฟื่อง ผู้ฝึกสอนทีมกรีฑาจังหวัดตาก

โล่รางวัลเกียรติยศ ให้กับฝ่ายกีฬา ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดตาก
       ฝ่ายกีฬาฟุตบอล สมาคมกีฬาจังหวัดตาก

หน่วยงานที่สนับสนุนกีฬาดีเด่น ได้แก่ 
       องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก

ผู้สนับสนุนกีฬาดีเด่น  จำนวน 3 รางวัล ได้แก่
       1. นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
       2. นายณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
       3. นายอานนท์  ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก


ผู้สนับสนุนกีฬายอดเยี่ยม  จำนวน 4 รางวัล ได้แก่
        1.  นายชรินทร์        หาญสืบสาย          สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก
        2.   นายแพทย์วิชัย   วนดุรงค์วรรณ      ประธานบริหารโรงพยาบาลวิชัยเวช
        3.   นายชัยยุทธ        เสนีย์ตันติกุล        อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก
        4.  นายกฤษณะ       พุ่มสนธิ์                 ที่ปรึกษา สมาคมกีฬาจังหวัดตาก

บุคลากรทางกีฬาดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่
        1.  นายประเสริฐ     อินทับ                   อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
        2. นางพรรณทิพย์   ไชยชนะ                ปฎิคม สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
        3..นายราเชนทร์      สุวรรณโชคสกุล    เหรัญญิก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
        4.. นายฟรีอี             เละเซ็น                 รองเลขาธิการสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
        5..  นายฉัตรชัย        คำไคร้                  ฉัตรชัยฟาร์ม


ทั้งนี้ ในปี 2556 จังหวัดตาก ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)  สำนักงานตาก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก และองค์กรปกครองท้องถิ่น รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 รอบคัดเลือก “ทีลอซูเกมส์” ในราวเดือนพฤศจิกายน 2556  ณ สนามกีฬากลางจังหวัดตาก ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก

ที่มา : ปิงเมยตาก

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

>> สมาคมกีฬาจังหวัดตากจัดการแข่งขันกีฬา ในงานตากสินฯ

สมาคมกีฬาจังหวัดตาก จับมือกับจังหวัดตาก และองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก จัดการแข่งขันกีฬา ในงานตากสินมหาราชานุสรณ์และงานกาชาดจังหวัดตาก ประจำปี 2555-2556

นายอำนาจ นันทหาร นายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก  แถลงข่าวว่า ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2555- 3 มกราคม 2556 ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองตาก อ.เมือง จ.ตาก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก โดยการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก จะจัดการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทชนิดกีฬา เซปักตะกร้อ ฟุตบอล และฟุตซอล เยาวชน ประชาชนทั่วไป และผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากีฬา ส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพ และคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดตาก เพื่อเป็นตัวแทนจังหวัดตาก เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และกีฬาแห่งชาติ และกีฬาอาชีพ ในรายการต่าง ๆ ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนจัดขึ้นทั่วไปในแต่ละปี และที่สำคัญจะเป็นการคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดตาก ในประเภทต่าง ๆ ที่จังหวัดตากจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกภาค 5 ใน 15 จังหวัดภาคเหนือ ในปลายปี 2556

นายอำนาจ กล่าวว่า กีฬาที่จัดขึ้นในงานตากสินมหาราชานุสรณ์และงานกาชาดจังหวัดตากในปีนี้ จัดการแข่งขันร่วม 3 ประเภท มีกีฬาเซปักตะกร้อชาย-หญิง 6 ประเภทด้วยกัน
   1. ทีมเดี่ยว ประชาชนทั่วไปชาย
   2. ทีมเดี่ยว ประชาชนทั่วไปหญิง
   3. ประเภททีมเดี่ยวโอเพ่น เยาวชนชาย อายุไม่เกิน 18 ปี
   4. ประเภททีมเดี่ยว เยาวชนชาย  (จำกัดฝีมือ)
มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดตาก อายุไมเกิน 15 ปี 5.ประเภททีมเดี่ยว (จำกัดฝีมือ) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดตาก อายุไม่เกิน 13 ปี และ 6 ประเภททีมเดี่ยวชาย อายุ 40 ปีขึ้นไป

ส่วนกีฬาฟุตบอล 7 คน มีการแข่งขัน 2 ประเภท
   1. เยาวชนชาย อายุ ไม่เกิน 18 ปี และ
   2. ประชาชนโอเพ่นทั่วไป กีฬาฟุตซอล มี 2 ประเภท เยาวชนอายุ ไม่เกิน 18 ปี และโอเพ่นผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป สมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 21 ธันวาคม ที่สมาคมกีฬาจังหวัดตาก ศูนย์ กกท.สำนักงานตาก สนามกีฬากลางจังหวัดตาก ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก

ผู้ชนะเลิศในทุกประเภทกีฬา รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัล ชนะเลิศถ้วยรางวัลเกียรติยศ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รองชนะเลิศอันดับ 1 นายณัฐวุฒิ     ทวีเกื้อกูลกิจ นายก อบจ.ตาก รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอำนาจ นันทหาร นายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และรองชนะเลิศอันดับ 3 นายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก หรือนายชูชาติ ชื่นมงคลสกุล อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และประธานฝ่ายกีฬาตะกร้อ หรือ ดร.สรรพสิริ อรชัยพันธ์ลาภ อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และประธานฝ่ายกีฬาฟุตบอล  จึงขอเรียนเชิญชาวตาก ไปร่วมเชียร์และให้กำลังใจกับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันในวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น โดยพร้อมเพรียงกัน.


ที่มา : ปิงเมย


วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

>> ปิดฉากยุคค่าแรงถูก อาเซียนถึงเวลารัฐ-เอกชน เร่งปรับตัว


ปิดฉากยุคค่าแรงถูก อาเซียนถึงเวลารัฐ-เอกชน เร่งปรับตัว
ในปี 2556 นอกเหนือจากการที่แรงงานไทยทั่วประเทศอีกกว่า 70 จังหวัดจะได้รับของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล

ด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน หลังจากที่มีการปรับเพิ่มให้กับ 7 จังหวัดนำร่องไปก่อนหน้านี้แล้วในต้นปีที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าแนวโน้มการขึ้นค่าแรงดังกล่าวจะไม่ได้มีแต่ในเฉพาะแค่ในไทยเสียแล้ว เพราะหากสังเกตให้ดีจะพบว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันต่างก็อินเทรนด์ไปกับกระแสการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยเช่นกัน

ไล่ไปตั้งแต่ รัฐบาลมาเลเซียเตรียมจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปีหน้า ขณะที่เวียดนามก็ประกาศให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแก่บริษัทเอกชนอีก 2530% และล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถึง 44% ไปอยู่ที่ 230 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 6,900 บาท) ในปีหน้าและมีแนวโน้มว่าเมืองอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นตามมาในอีกไม่ช้านี้

ไม่เว้นแม้แต่พม่าเอง ก็มีแววว่าเตรียมที่จะออกกฎหมายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำในอีกไม่ช้านี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณากฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยอยู่

สะท้อนภาพชัดว่า ยุคสมัยแห่งการใช้แรงงานราคาถูก ต้นทุนต่ำ ซึ่งเคยใช้เป็นโมเดลในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมาตลอดหลายปี ได้เดินทางมาถึงจุดจบแล้ว

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มดังกล่าวได้สร้างความหนักใจและความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการอยู่ไม่น้อย เพราะการขึ้นค่าแรงอย่างรวดเร็วย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มบรรดาผู้ประกอบการเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีทุนไม่มาก ซึ่งต่างโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และบางรายถึงกับขู่ว่าอาจถึงขั้นปลดคนงาน และต้องเลิกล้มกิจการไป

สังเกตได้จากการที่บรรดาผู้ประกอบการเอกชนท้องถิ่นในอินโดนีเซีย รวมกุล่มกันกดดันทางการจาการ์ตาในการงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำกับบริษัทที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ฝ่ายนายจ้างในไทยและมาเลเซีย ก็ร้องขอเวลาในการปรับตัวกับการที่ต้องทำตามข้อกำหนดการเพิ่มค่าแรงมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดความกังวลอีกว่าการเพิ่มค่าแรงอย่างรวดเร็วอาจทำให้สินค้าและข้าวของแพงขึ้น จนส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก อาทิ เวียดนาม ซึ่งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 7.08% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วน สิงคโปร์ เมื่อเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลอีกว่าต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรงก็อาจจะส่งผลเสียทำให้ภูมิภาคอาเซียนไม่เป็นที่ดึงดูดของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน และอาจหันไปหาที่อื่นๆ ที่มีต้นทุนถูกกว่า เพื่อใช้ในการลงทุนแทนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลต่อการขึ้นค่าแรงเป็นจำนวนมาก แต่หากพินิจพิเคราะห์ถึงการปรับเพิ่มค่าแรงในอาเซียนจะพบว่า แนวโน้มดังกล่าวนี้ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เลย

เนื่องจากถ้าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการ ในไม่ช้าก็จะถูกประชาชนและผู้ใช้แรงงานในประเทศรุมกดดันให้ต้องดำเนินการอยู่ดี เพราะอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคข้าวของต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินในกระเป๋ากลับมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของประเด็นการหาคะแนนนิยมทางการเมืองจากผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

กล่าวให้ชัดก็คือ เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนกลับไม่ดีขึ้นเลย

เห็นได้จากการที่คนขับรถตู้ชาวจีนในสิงคโปร์ที่ได้ก่อเหตุประท้วงรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก เนื่องจากคนงานเหล่านี้ไม่พอใจต่อค่าแรงที่ได้รับ สวัสดิการ สภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ที่รู้สึกว่าแย่เกินกว่าที่สมควรจะได้รับ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้มงวดกับบริษัทที่จ้างชาวต่างชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้บริษัทต่างๆ หันมาจ้างและเพิ่มค่าแรงคนงานในประเทศมากขึ้น

ขณะที่เมื่อกลางสัปดาห์ คนงานในกรุงจาการ์ตาก็รวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้การดูแลสวัสดิการคนงาน รวมถึงให้การขึ้นค่าแรงเป็นไปตามที่เคยให้สัญญาไว้

เหตุผลประการต่อมา ก็เป็นผลมาจากแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างภาวะเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐ ยุโรป และจีน ที่ซบเซาในระยะ 45 ปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศที่ใช้โมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มุ่งพึ่งพาการส่งออกมากจนเกินไป โดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงหันมาทบทวนแนวทางใหม่ด้วยการสร้างฐานการบริโภคและการซื้อขายจากตลาดภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สำคัญก็คือการเพิ่มอำนาจการซื้อให้กับประชาชนในประเทศเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ หากมองในอีกมุมหนึ่ง การขึ้นค่าแรงครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างผลเสียต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างที่คิดกันไว้ โดยเฉพาะการมีรายได้ที่มากขึ้นของประชาชนจะกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากในมุมมองนักลงทุนต่างชาติขณะนี้ไม่ได้สนใจเฉพาะแค่การลงทุนโดยอาศัยประโยชน์จากแรงงานต้นทุนต่ำอย่างเดียวแล้ว แต่ยังได้มองไปถึงการเข้าถึงตลาดฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของภูมิภาคอีกด้วย

ดังนั้น การเพิ่มอำนาจการซื้อและการบริโภคของประชาชนจึงเปรียบดั่งเป็นโอกาสทองของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาค้าขายในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดตะวันตกกำลังอยู่ในช่วงซบเซาและถดถอยอย่างหนัก เห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่จากตะวันตกที่มีแผนเตรียมเพิ่มการลงทุนในเอเชียและอาเซียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด จีเอ็ม หรือแม้แต่ ไฮเนเก้น ที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท เอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรี่ (เอพีบี) ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ในอาเซียน จากเอฟแอนด์เอ็น โดยแข่งกับ ไทยเบฟ ของไทยอย่างดุเดือดช่วงกลางปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี

“การขึ้นค่าแรงจะนำไปสู่การดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการบริโภค เห็นได้จากยอดการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในอินโดนีเซียในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะว่านักลงทุนไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องค่าแรงราคาถูกแล้ว แต่ได้มองข้ามไปยังเรื่องการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 240 ล้านแล้ว” ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์อาเซียน ของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี เมื่อวันอังคารที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน ยังได้แสดงความเห็นคัดค้านต่อความคิดที่ว่าการมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนที่อื่น โดยระบุว่า แม้ว่าอาเซียนจะขึ้นค่าแรง แต่โดยรวมเมื่อเทียบค่าแรงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย อย่างเช่นแถบเมืองชายฝั่งตะวันออกของจีน จะพบว่าค่าแรงอาเซียนยังถูกกว่ามาก เห็นได้จากข้อมูลของธนาคารซิตี้แบงก์ที่ระบุว่าค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยในกรุงจาการ์ตาต่ำกว่าเมืองแถบชายฝั่งตะวันออกของจีนถึง 60%

สอดคล้องกับความเห็นของ เหว่ยจางกิต นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนจากธนาคารซิตี้แบงก์ที่ระบุว่า นอกเหนือจากค่าแรงที่อาเซียนถูกกว่าจีนแล้ว ภูมิภาคอาเซียนยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดิน ค่าไฟ รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ถูกกว่า จึงกล่าวได้ว่าเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว อาเซียนน่าสนใจกว่าจีนหลายช่วงตัว โดยเฉพาะต้นทุนที่นอกเหนือจากค่าแรงที่เหนือกว่ากันมาก

ถึงกระนั้น แม้ว่าการขึ้นค่าแรงจะส่งผลและเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ในย่านอาเซียนไม่สามารถจะหลีกหนีความจริงนี้ได้แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนควรคิดต่อไปให้ดีก็คือ จะทำเช่นไรให้การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศให้มากที่สุด โดยเฉพาะการที่รัฐบาลจะต้องเสริมศักยภาพและความสามารถของแรงงานให้ควบคู่ไปกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันภาคเอกชนก็จะต้องมองประโยชน์ที่จะได้ในระยะยาว ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นเพียงการทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น

ที่มา : Post Today. Last update : 12/7/2012 2:03:27 PM

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

>> มาซาฮิโร โฮรีเอะ วีรบุรุษของการปฏิรูปราชการตัวจริง


โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : มาซาฮิโร โฮรีเอะ วีรบุรุษของการปฏิรูปราชการตัวจริง
กระแสทรรศน์ มติชน 14 พ.ย.2555

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ผู้เขียนได้ร่วมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น กับนิสิตปริญญาโทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีโอกาสดีที่ได้รับฟังการบรรยายของศาสตราจารย์มาซาฮิโร โฮรีเอะ รองประธานสถาบันบัณฑิตศึกษา สำหรับนโยบายสาธารณะแห่งชาติ (National Graduate Institute for policy Studies) ของประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปในนามว่า GRIPS อย่างสมใจหลังจากที่พลาดโอกาสไปฟังคำบรรยายของท่าน เมื่อคราวที่ท่านมาประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายนปีนี้เอง

ผู้เขียนได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของศาสตราจารย์มาซาฮิโร โฮรีเอะ มาร่วมสิบปีแล้วจากหนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและตัวอย่างผลงาน วิธีคิดของฮาจารย์โฮรีเอะในขณะที่ท่านยังรับราชการอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ของหน่วยราชการของประเทศญี่ปุ่น

จนได้เป็นปลัดกระทรวงการประสานงานนโยบายแห่งชาติ แล้วจึงโอนย้ายตัวเองมาเป็นอาจารย์และรองประธานของ GRIPS ในปัจจุบันเพื่อนำเอาความรู้และประสบการณ์จริง ในทางรัฐประศาสนศาสตร์มาถ่ายทอดให้กับอนุชนรุ่นหลังต่อไป

มาซาฮิโร โฮรีเอะ เรียนรัฐศาสตร์สาขาการปกครอง (Government) จากมหาวิทยาลัยโตเกียวแล้วเข้ารับราชการในกรมการจัดการภาครัฐของสำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์และอบรมฝึกงานในภาควิชาบริหารศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเยลอีก 1 ปี

เสร็จแล้วก็กลับไปรับราชการต่อจนไต่เต้าขึ้นเป็นปลัดกระทรวง จากผลงานที่มาซาฮิโร โฮรีเอะ ใช้หน่วยงานของเขาที่มีกำลังคนถึง 1,220 คนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจราชการแผ่นดิน (ombudsman) เข้าตรวจโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่บรรดา ส.ส.และ ส.ว.

ซึ่งก็เหมือนเมืองไทยแหละครับ ที่มีโครงการก่อสร้างใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปสร้างถนนควายเดิน, สนามบินในป่า, สนามกีฬากลางของจังหวัดเอาไว้เลี้ยงวัว, การสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ตไว้ส่งเสริมการท่องเที่ยวของผู้แทนและหมู่พวก

และที่สำคัญที่สุดคือประมูลโครงการของงบประมาณของการทหารที่จัดว่ามีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเนื่องจากมีการฮั้วกันอย่างโจ๋งครึ่มจนถูกมาซาฮิโรกับลูกน้องทำรายงานความบกพร่องเป็นที่ฉาวโฉ่ ทำให้ทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นต้องร่างแบบฟอร์มการประมูลใหม่เป็นพันๆ รายการ

และเปิดให้มีการประมูลอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งยังต้องจัดการตีพิมพ์ผลการประมูลโครงการต่างๆ ของทางการทหารสู่สาธารณชนอีกด้วย

จากผลงานของการเอาวิชาการมาปฏิบัติจนได้รับการยอมรับทั้งในญี่ปุ่นและในนานาประเทศมาซาฮิโร โฮรีเอะ จึงได้ชื่อเสียงว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ทำการลดทอนหนี้สาธารณะของประเทศญี่ปุ่นที่มีกว่า 5.6 ล้านล้านเหรียญอเมริกัน (ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง)

ศาสตราจารย์โฮรีเอะเปิดคำบรรยายด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าบรรดานักการทูตมืออาชีพของอังกฤษและสหรัฐอเมริกานั้นส่วนใหญ่จะเรียนมาทางประวัติศาสตร์ (History) ซึ่งท่านเองก็แปลกใจและสงสัยมาตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเข้ามาเรียนรัฐศาสตร์แล้วจึงจะเข้าใจว่าประวัติศาสตร์คือการศึกษาอดีตอย่างมีระบบ

อาทิ เมื่อเช้านี้ก็เป็นอดีตไปแล้วและอดีตนั้นครอบคลุมทุกอย่างในโลกอยู่แล้ว ศาสตราจารย์โฮรีเอะยืนยันว่ารัฐประศาสนศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของรัฐศาสตร์และมีลักษณะของวิชารัฐศาสตร์อย่างชัดแจ้งคือการเป็นสหวิชาการ (Interdisciplinary)

คือไปขอยืมแนวคิดและวิธีการของสาขาวิชาต่างๆ ตามความเหมาะสม ในกรณีของศาสตราจารย์โฮริเอะท่านได้นำเอาวิธีคิดและวิธีการของวิชาเศรษฐศาสตร์, ธุรกิจและสถิติเข้าประยุกต์กับรัฐประศาสนศาสตร์มาประเมินความคุ้มค่าของโครงการต่างๆ ของรัฐบาลโดยศาสตราจารย์โฮริเอะกล่าวว่า

"คนญี่ปุ่นชอบที่กำหนดเป้าหมายและทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายแต่ไม่ค่อยประเมินราคาของงานชิ้นนั้นๆ เลยว่าคุ้มหรือไม่ !"

มาซาฮิโร โฮรีเอะ ได้พัฒนาฐานข้อมูล (databases) ซึ่งป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีการจัดการเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึง จัดการและปรับปรุงได้ง่าย ของการใช้จ่ายและการประมาณการของการใช้จ่ายก่อสร้าง ของโครงการของรัฐให้กับประชาชนญี่ปุ่น เข้าถึงได้ง่ายโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต

อันทำให้ประชาชนสามารถเรียกร้องความรับผิดชอบ ของนักการเมืองและพนักงานของรัฐ โดยมีข้อมูลที่อ้างอิงได้ชัดแจ้งว่าโครงการของรัฐโดยเฉพาะโครงการการก่อสร้างนั้น ได้มีการกำหนดราคากลางไว้เกินราคาที่เหมาะสมไปเท่าไร อันส่อให้เห็นถึงการคอร์รัปชั่นที่ไม่อาจปฏิเสธและดิ้นไม่หลุดได้ ของนักการเมืองและพนักงานของรัฐ

โฮรีเอะชอบอ้างถึงแนวคิด Reinventing Government ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังในสมัยประธานาธิบดีคลินตันซึ่งการ Reinventing Government ก็คือปรัชญาและแนวคิดในการเปลี่ยนโฉมภาคราชการคือรัฐบาลนั่นแหละ ซึ่งพอสังเขปได้ดังนี้

1.ต้องการให้ระบบราชการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงมากกว่าลงมือทำงานเอง

2.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของ และเป็นระบบราชการที่มอบอำนาจให้กับประชาชนไปดำเนินการเองมากกว่าที่จะเป็นกลไกที่คอยให้บริการแต่อย่างเดียว

3.ต้องการให้ระบบราชการมีลักษณะของการแข่งขันการให้บริการสาธารณะ

4.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยภารกิจมากกว่าขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบ

5.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ความสำคัญต่อผลของการปฏิบัติงานมากว่าสนใจถึงปัจจัยนำเข้าทางการบริหารงานและขั้นตอนการทำงานทั้งหลาย

6.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่มุ่งสนองตอบต่อการเรียกร้องของลูกค้ามากกว่าที่จะสนองตอบต่อความต้องการของตัวระบบราชการและข้าราชการเอง

7.ต้องการให้ระบบราชการดำเนินงานในลักษณะที่เป็นแบบรัฐวิสาหกิจมุ่งการแสวงหารายได้มากกว่าการใช้จ่าย

8.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่มีการเฝ้าระวังล่วงหน้า คือ ให้มีการเตรียมป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคตมากกว่าที่จะคอยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยตามแก้

9.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่มีการกระจายอำนาจจากข้างบนลงไปสู่ข้างล่าง ตามลำดับชั้น โดยเน้นให้ข้าราชการระดับปฏิบัติงานหลักมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการทำงานเป็นทีม

10.ต้องการให้ระบบราชการเป็นระบบที่ปรับเปลี่ยนไปตามกลไกของตลาด

โฮรีเอะกล่าวว่า "การตัดสินใจทางการเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ที่งบประมาณนี่แหละแต่เราก็ควรต้องมีการใช้ความสมเหตุสมผลใส่ลงไปด้วยไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองและข้าราชการประจำใช้แต่เรื่องการเมืองมาตัดสินแต่เพียงอย่างเดียว"

ซึ่งโฮรีเอะได้จัดระบบให้ประชาชนสามารถส่งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมาทางอีเมล์ มาสู่หน่วยงานของรัฐและรัฐบาลได้โดยตรงซึ่งก็มีการรายงานมาจากประชาชนเป็นจำนวนมากและไม่ขาดสายตั้งแต่ตอนที่โฮรีเอะก่อตั้งศูนย์ประสานงานนี้ขึ้นมาใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน

ศาสตราจารย์มาซาฮิโร โฮรีเอะ ได้สรุปตอนท้ายการบรรยายว่าด้วยการตอบคำถามผู้เขียนว่า ผู้ที่ศึกษารัฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ในกรงขังของสาขาวิชาย่อยของตนเอง อาทิ การปกครอง รัฐประศาสนศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบริหารงานยุติธรรม ฯลฯ 

ควรต้องเปิดใจกว้างตามธรรมชาติของวิชารัฐศาสตร์ โดยอ้างตัวท่านเองเป็นตัวอย่าง ว่าท่านเรียนมาทางการปกครอง (Government) แต่ก็ได้ผันตัวเองมาทำงานทางการบริหารรัฐกิจ (Public Administration) และยืมวิธีการทางเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์และสถิติมาใช้ในการวางแผนทำงานของท่าน ซึ่งถือเป็นสหวิทยาการ (inter disciplinary) อย่างแท้จริง

ขอบคุณ
มติชนออนไลน์
กระแสทรรศน์


วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

>> จองที่นั่งด่วน รับแค่ 5,000 คน งาน 40 ปี สหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด

จองที่นั่งด่วน  รับจำนวนจำกัดแค่ 5,000 คน 22 กุมภาพันธ์ 2556 ยิ่งใหญ่ตระการตากับงาน 40 ปี สหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด


วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

>> ผ่านพ้นไปแล้ว การประมูลคลื่น 3G (2.1GHz) เพื่อคนไทยได้ใช้ 3G มาตรฐานโลก

16 ต.ค. ประมูลคลื่น 3G (2.1GHz) ผ่านพ้นไปเรียบร้อย ท่ามกลางความความขัดแย้งทางความคิดสุดขั้วแบบไทยๆ ทั้งก่อนหน้าและหลังการประมูล
ติดตามข่าวเรื่องคลื่น 3G ตั้งแต่มีใช้ในลาว ในกัมพูชา ฯลฯ ในความเคลื่อนไหวที่นิ่งสนิท เต็มไปด้วยปัญหาทางกฎหมายของประเทศไทยแลนด์แดนศิวิไลซ์  ส่วนความฝันเรื่อง 4G นั้น ไม่มีแม้กระทั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ประเทศไทยเราเต็มไปด้วยผู้รู้ นักวิชาการที่ฉลาดเลิศเลอ สื่อมวลชนที่เมามันในอารมณ์ อุดมไปด้วยความถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว สูงส่งด้วยคุณธรรม จริยธรรม 

ในแต่ละเรื่องมีหลายองค์ประกอบ เหรียญมีหลายด้าน มุมมองก็มีหลายมุมมอง ทำไมไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชน ผู้บริโภคก็คือประชาชน ถึงวันนี้ยังมองผู้ประกอบการ พ่อค้า เป็นผู้ร้ายในสายตา แล้วประเทศนี้ก็เป็นได้แค่ไก่จิกกันอยู่ในสุ่ม  ทำไมไม่คิดกันไกลๆ มากกว่าคิดได้แค่ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาผลตอบแทนของรัฐ เมื่อประมูลกันได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ เม็ดเงินลงทุนในโครงการ เฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในช่วง 3 ปี เม็ดเงินก็ไม่ต่ำแสนล้านแล้ว มูลค่าทางธุรกิจการสื่อสาร โทรคมนาคมที่จะเพิ่มขึ้น การพัฒนาเนื้อหาใหม่ๆ เพื่อรองรับคลื่น 3G การตลาด ผู้ประมูลได้ 3 ราย จะยอมร่วมหัวจมท้ายฮั้วบริการกันตลอดไปได้หรือ  ฯลฯ

หรือนี่คืออัตลักษณ์นักวิชาการไทย มันเป็นแบบนี้ทุกวงการ แม้กระทั่งวงการราชการ ต่างจากนักธุรกิจที่ประนีประนอมมากกว่า หูไว ตาไว เรียนรู้ตลอดเวลา สมองคิดหาทางพัฒนางานตลอดเวลา ยืดหยุ่นได้ทุกนาทีตามสภาวะแวดล้อม สถานะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจ พบเจอคำอธิบายเรื่อง การสร้างศักยภาพของธุรกิจ หรือ Business Competency นั่งมองแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดรุกหรือคิดรับ อนิจา...น้ำลายจากลมปากคนฉลาด...ท่วมประเทศไทย
เทคโนโลยี 3G นั้น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( International Telecommunication Union – ITU ) ได้กำหนดให้คลื่น 2.1GHz เป็นคลื่นความถี่สากลสำหรับใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้เครื่องโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3G ทั้งหมดที่ผลิตออกมาจะรองรับคลื่น 2.1GHz เป็นหลัก ถึงจะรองรับคลื่นอื่นๆ ต่างกันออกไป

เหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทุกวันนี้ประเทศไทยมีคลื่น 2.1GHz ส่วนนี้ว่างอยู่ถึง 45MHz การปล่อยให้คลื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเหล่านี้ว่างไว้โดยไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศนั้น มันช่างน่าเสียดาย 

การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ นั้นยังสามารถแก้ไขปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่สายหลุด ไม่มีสัญญาณ สัญญาณขาดๆ หายๆ ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตช้า เนื่องจากโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความถี่ไม่พอใช้งาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากปริมาณคลื่นที่ไม่สมสัดส่วนกัน เช่นผู้ให้บริการบางรายมีผู้ใช้บริการมากมากหลายล้านราย แต่กลับมีคลื่นความถี่ในการให้บริการอยู่น้อย ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากกระจุกอยู่ในคลื่นแคบๆ ที่รองรับผู้ใช้ได้น้อย ขณะที่ผู้ให้บริการบางรายนั้นมีผู้ใช้งานเพียงไม่กี่แสนราย แต่กลับมีคลื่นความถี่ในการให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการจัดสรรคลื่นให้มากขึ้นให้กับผู้ให้บริการที่มีผู้ใช้มาก จะทำให้ประชาชนได้รับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาข้างต้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างถาวร

ทุกวันนี้ระบบโทรคมประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นระบบสัญญาสัมปทานโดยเอกชนเป็นผู้วางโครงข่ายให้กับรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลแล้วเข้าบริหารโครงข่ายเหล่านี้ในช่วงเวลาที่กำหนดโดยแบ่งเงินส่วนแบ่งรายได้ให้ การประมูลครั้งนี้จึงถือเป็นการพลิกโฉมวงการการโทรคมนาคมของประเทศไทเปลี่ยนผ่านจากยุคผูกขาดด้วยระบบสัมปทานไปสู่ระบบการให้ใบอนุญาตเป็นครั้งแรก โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับใบอนุญาตโดยตรง ลดการจ่ายส่วนแบ่งรายได้เป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและเงินเข้ากองทุน USO ที่จะนำไปใช้เพื่อพัฒนาโอกาสและความเท่าเทียมทางการสื่อสารให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน แม้จะอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารเพียงใดก็สามารถเข้าถึงการสื่อสารเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเงินที่ได้จากการประมูล 3G บนคลื่นความถี่ 2.1GHz ในครั้งนี้ จะถูกนำส่งเข้ารัฐ (ผ่านกระทรวงการคลัง) เพื่อให้จัดเก็บเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินสำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้าน อื่นๆต่อไป

>> จุดแข็ง-จุดอ่อน-เบื้องต้น ของประเทศต่างๆ ใน AEC

วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของทุกประเทศ ไม่มีใครสมบูรณ์เพอร์เฟค อยู่ที่ว่าจะใช้จุดแข็งมากลบจุดอ่อนได้อย่างไร


1.ประเทศสิงคโปร์
   จุดแข็ง
       • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงสุดของอาเซียน และติดอันดับ 15 ของโลก
       • การเมืองมีเสถียรภาพ
       • เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ
       • แรงงานมีทักษะสูง
       • ชำนาญด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล และธุรกิจ
       • มีที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเดินเรือ
   จุดอ่อน
       • พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและขาดแคลนแรงงานระดับล่าง
       • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูง
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • พยายามขยายโครงสร้างเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า

2.ประเทศอินโดนีเซีย
   จุดแข็ง
       • ขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       • ตลาดขนาดใหญ่ (ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
       • มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก
       • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและจำนวนมาก โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะต่างๆ
       • ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง
   จุดอ่อน
       • ที่ตั้งเป็นเกาะและกระจายตัว
       • สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะการคมนาคม และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • การลงทุนส่วนใหญ่เน้นใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก

 3.ประเทศมาเลเซีย
   จุดแข็ง
       • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน
       • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
       • ระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร
      • แรงงานมีทักษะ
   จุดอ่อน
       • จำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะระดับล่าง
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • ตั้งเป้าหมายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” ในปี 2563
       • ฐานการผลิตและส่งออกสินค้าสำคัญที่คล้ายคลึงกับไทย
       • มีนโยบายพัฒนาการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง

4.ประเทศบรูไน
   จุดแข็ง
       • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 26 ของโลก
       • การเมืองค่อนข้างมั่นคง
       • เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ของอาเซียน
   จุดอ่อน
       • ตลาดขนาดเล็ก ประชากรประมาณ 4 แสนคน
       • ขาดแคลนแรงงาน
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
       • การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศพึ่งพาสิงคโปร์เป็นหลัก
       • ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมาก

5.ประเทศฟิลิปปินส์
   จุดแข็ง
       • ประชากรจำนวนมากอันดับ 12 ของโลก (>100 ล้านคน)
       • แรงงานทั่วไปมีความรู้-สื่อสารภาษาอังกฤษได้
   จุดอ่อน
       • ที่ตั้งห่างไกลจากประเทศสมาชิกอาเซียน
       • ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิภาพทางสังคมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • สหภาพแรงงานมีบทบาทค่อนข้างมาก และมีการเรียกร้องเพิ่มค่าแรงอยู่เสมอ
       • การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการรองรับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก

 6.ประเทศเวียดนาม
   จุดแข็ง
       • ประชากรจำนวนมากอันดับ 14 ของโลก (~90 ล้านคน)
       • มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
       • มีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร
       • การเมืองมีเสถียรภาพ
       • ค่าจ้างแรงงานเกือบต่ำสุดในอาเซียน รองจากกัมพูชา
   จุดอ่อน
       • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
       • ต้นทุนที่ดินและค่าเช่าสำนักงานค่อนข้างสูง
   ประเด็นที่น่าสนใจ
       • มีรายได้และความต้องการสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่โตเร็ว

 7.ประเทศกัมพูชา
    จุดแข็ง
       • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำ ป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ
       • ค่าจ้างแรงงานต่ำสุดในอาเซียน (1.6 USD/day)
    จุดอ่อน
       • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
       • ต้นทุนสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสาร) ค่อนข้างสูง
       • ขาดแคลนแรงงานมีทักษะ
    ประเด็นที่น่าสนใจ
       • ประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาอาจบั่นทอนโอกาสการขยายการค้า-การลงทุนระหว่างกันในอนาคตได้

 8.ประเทศลาว
    จุดแข็ง
       • มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำและแร่ชนิดต่างๆ
       • การเมืองมีเสถียรภาพ
       • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.06 USD/day)
    จุดอ่อน
       • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
       • พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางออกสู่ทะเล
    ประเด็นที่น่าสนใจ
       • การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่

 9.ประเทศพม่า
    จุดแข็ง
       • มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก
       • มีพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย
       • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (2.5 USD/day)
    จุดอ่อน
       • ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
       • ความไม่แน่นอนทางการเมือง และนโยบาย
    ประเด็นที่น่าสนใจ
       • การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในประเทศเชิงรุก ทั้งทางถนน รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ

 10.ประเทศไทย
    จุดแข็ง
       • เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรหลายรายการรายใหญ่ของโลก
       • ที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ
       • สาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง
       • ระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็ง
       • แรงงานจำนวนมาก
    จุดอ่อน
       • แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ
       • เทคโนโลยีการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง
    ประเด็นที่น่าสนใจ
       • ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนในหลายด้าน อาทิ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว
       • ดำเนินงานตามแผนปรับตัวสู่ AEC ปี 53-54 ได้ 64% สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอาเซียนที่ 53% สะท้อนการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง

ที่มา :  http://www.thai-aec.com/140