เป็นสื่อกลางเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดตาก ด้วยพลังของ "คนสหกรณ์"...
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556
>> ผู้ตรวจราชการกรมฯ ตรวจเยี่ยมติดตามงาน
เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่ ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก นายเชาวฤทธิ์ ประเสริฐสกุล ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขต ๑๖ - ๑๗ ได้เดินทางมาตรวจเยียม ติดตามผลการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบติงาน และชี้แจงนโยบายที่สำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก โดยนายอัชฌา สุวรรณนิตย์ สหกรณ์จังหวัดตาก ได้นำเรียนชี้แจงผลการปฏิบัติงาน ปัญหาอุปสรรค ต่อผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
>> การสาธารณสุขที่ชายแดนอำเภอพบพระ
Shot in Popphra district in Tak province, this short campaign digital film is dedicated to all public health workers on the Thai-Burma border. Produced by Mayim Studio with support of PLE Thailand.
>> พลาดโอกาสอีกแล้ว
เครือข่ายโอทอปตาก จับมือกับเครือสหพัฒน์ จำหน่ายสินค้า คุณภาพ ราคาถูก ในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ถึงวันที่ 3 มกราคม 2556
นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ ประธานเครือข่ายโอทอปจังหวัดตาก กล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าโอทอป 3-5 ดาว ที่บริเวณหน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมือง จ.ตาก ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวจังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียง สนใจเข้ามาซื้อหาผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล และซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ จำกัด 3-4 วันที่ผ่านมา ชาวตากและจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจซื้อสินค้าดีงกล่าวข้างต้น เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูก มากกว่าห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกในจังหวัดตาก เหลือระยะเวลาอีก 2 วัน ขอเชิญชวนให้ผู้เข้าชมงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ไปเยี่ยมชมและซื้อหาสินค้ากลับบ้าน เนื่องจากสินค้าในบางรายการใกล้หมดแล้ว
ขณะเดียวกันที่ร้านค้าสหกรณ์ตากบีฟ จำกัด บูทกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใกล้กับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก มีการจำหน่ายเนื้อโคขุนตากบีฟ ร้านค้าจำหน่ายสเต็กส์เนื้อ หมู ปลา และมีไอครีม(นม) อร่อย หอมหวาน ที่มีคุณภาพมากว่ายี่ห้ออื่น ในท้องตลาดทั่วไป ราคาโปรโมชั่น ถูกมาก อยากให้ไปชิมดู รวมทั้งซื้อหาเนื้อแปรรูปเนื้อโคขุน อันดับหนึ่งของประเทศ กลับไปรับประทานที่บ้าน
นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ กล่าวต่อไปว่า เหลือระยะเวลาอีก 2 วัน งานตากสินมหาชานุสรณ์ ก็จะเสร็จสิ้นลงในวันที่ 3 มกราคม 2556 จึงขอเรียนเชิญพ่อบ้านแม่บ้าน และนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ไปซื้อสินค้าโอทอป และสินค้าเครือสหพัฒน์ ที่เป็นของอุปโภคบริโภค นัย 100 ชนิด ได้ที่ร้านค้าจำหน่ายโอทอป และสินค้าเครือสหพัฒน์ ณ บริเวณลานจอดรถยนต์ หน้าศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยพร้อมเพรียงกัน.
>> ประกวดร้านค้าในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2555-2556
“นวพล” นำคณะกรรมการ ฯ ตรวจให้คะแนนกับร้านภาครัฐ เอกชน ที่มีผลงานสร้างสรรค์ในงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2555-2556
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 นายนวพล รอดสังข์ รักษาการในตำแหน่งจ่าจังหวัดตาก นำทีมคณะกรรมการการประกวดร้านค้า งานตากสินมหาราชานุสรณ์ เดินตรวจให้คะแนนกับร้านค้าหน่วยงานภาครัฐ เอกชน 12 ร้าน ที่ส่งเข้าประกวด ฯ โดยมีหลักเกณฑ์มีผลงานสร้างสรรรค์ มีความหลากหลายของผลงานวิชาการ ผลงานกิจกรรมที่เข้าไปในพื้นที่ ความสวยงาม การตบแต่งร้านขบวนการคิด การทำ นิทรรศการผลงาน ที่เชื่อมโยงการเติบโตรองรับความเป็นประชาคมอาเชียน ปี 2558 และเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนาจังหวัดตาก ในแผน 3-4 ปีข้างหน้า
อย่างร้านของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ก็เป็นหลากหลายในเรื่องการท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในฐานะที่ตาก เป็นเมืองพักครึ่งทาง เป็น 4 แยกอาเชียน ถนนเอเชีย 2 เชื่อมเมืองเหนือ กับ เมืองใต้ และถนนเอเชีย 1 เชื่อมเมืองตะวันตก กับเมืองตะวันออก โดยตากเป็นศูนย์กลาง และเป็นการโชว์แหล่งท่องเที่ยวตาก แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ น้ำตกทีลอซู ไม้กลายเป็นหิน เจดีย์วัดพระบรมธาตุ อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง เขื่อนภูมิพล เป็นต้น
ร้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้านค้านี้นำผลผลิตทางเกษตรจากทุกอำเภอ สหกรณ์ตากบีฟ จำกัด ตั้งร้านค้าจำหน่ายสเต๊กส์ เนื้อโคขุน ไอครีม ร้านค้าในสังกัดกระรวงเกษตร ทำไร่นาสวนผสม โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ร้านสถานีหม่อนไหม จัดนิทรรศการหม่อนไหม และมีสินค้าของสถานี และในโครงการพระราชดำริ มาจำหน่าย
ร้านค้าของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 และ 2 โชว์ศักยภาพการศึกษา รองรับประชาคมอาเชียน (AEC.) ชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ได้ประกอบวีรกรรมทั้งก่อนและกู้เอกราชชาติไทย รวมทั้งการทำนุบำรุงบ้านเมือง การศึกษา ศาสนา และมีการแสดงผลงาน งานวิจัย งานนิทรรศการ ผลงานที่น่าทึ่ง และจะมีการสานต่อในเรื่องการศึกษา และรองรับการเติบโตทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องการค้า อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ที่จะเป็นประโยชน์กับตากในอนาคต และหลังจากนั้น คณะกรรมการ ฯ ได้ตรวจครบทุกร้านค้า ที่ส่งเข้าประกวด 12 แห่ง
นายนวพล รอดสังข์ รักษาการจ่าจังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการ ฯ จะจัดประชุมและลงมติผลคะแนนรวมอีกครั้งในวันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมฝ่ายปกครอง ชั้น 3 ศาลากลางตังหวัดตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยมีรางวัลชนะเลิศ เป็นเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลรองชนะเลิศ ที่ 1 และ 2 รางวัลชมเชย ลดหลั่นเงินรางวัลกันลงมา.
>> วัฒนธรรมหินตั้ง บ.วังประจบ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
‘วัฒนธรรมหินตั้งบ้านวังประจบ จ.ตาก : พิธีกรรมการทำกล่องหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย’
เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2555 อาจารย์ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีนายเสียน ที่ตำบลวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ทำให้ได้ข้อมูลอันน่าสนใจว่าที่นี่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองที่ค้นพบวัฒนธรรมการทำหินตั้ง (Menhir) กับพิธีกรรมการทำกล่องหิน (slab stone box) โดยเขียนไว้ในบทความ ‘วัฒนธรรมหินตั้งบ้านวังประจบ จ.ตาก : พิธีกรรมการทำกล่องหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย’ ระบุว่า
แหล่งโบราณคดีนายเสียนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งหินตั้งและการประกอบพิธีกรรมการทำกล่องหินที่มีขนาดพื้นที่แหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ประมาณ 75x30 เมตร ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา ปราศจากการรบกวนจากกิจกรรมของคนในปัจจุบัน จากการสำรวจบนพื้นผิวดินพบแนวกล่องหินมากกว่า 20 จุด และพบการเรียงหินตั้งอีกหลาย 10 จุด
ด้วยความน่าสนใจดังกล่าว จึงทำการขุดค้นจำนวน 2 หลุมคิดเป็นพื้นที่ 60 ตารางเมตร แต่ปรากฏว่ากลับพบกล่องหินในหลุมขุดค้นมากถึง 15 กล่อง และหินตั้งอีก 1 กลุ่ม ซึ่งหินตั้งนี้เป็นเสมือนกับหมุดหมายที่บอกตำแหน่งของกล่องหินและเป็นเหมือนกับแท่งหินบูชากล่องหิน สำหรับกล่องหินนั้นคือพิธีกรรมการเอาแผ่นหินฟิลไลท์ (phyllite) ขนาดเล็กใหญ่ขัดจนเรียบมาเรียงต่อกันเป็นกล่องหินรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับโลงศพ วางในแกนทิศตะวันออก-ตกเสมอ
การขุดเปิดกล่องหินจำนวน 4 กล่องภายในไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ พบเพียงภาชนะดินเผาที่นำมาวางที่หัวกับท้ายและมีสภาพจงใจทุบให้แตก และยังพบชิ้นส่วนกำไลหินที่ตั้งใจทำลายเช่นกัน อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่หนึ่ง (Primary burial)
ส่วนกลุ่มหินตั้งพบว่าเป็นการปักหินจำนวนหลายแผ่นหลายก้อนล้อมรอบหินตรงกลางที่มีรูปร่างคล้ายกับเสา
การกำหนดอายุสมัยอาศัยการเทียบเคียงกับอายุของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบคือราว 2,500-3,000 ปีมาแล้ว ตกอยู่ในช่วงหินใหม่ตอนปลายต่อยุคโลหะ
ทั้งนี้ จากการสำรวจหลักฐานบนพื้นผิวดิน และขุดค้นข้างต้น คาดการณ์ว่าพื้นที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนน่าจะมีกล่องหินที่ฝังอยู่ใต้ดินอีกประมาณ 100 กล่อง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแหล่งโบราณคดีนายเสียนจะเป็นแหล่งพิธีกรรม (Ritual site) ที่มีการทำหินตั้งกับกล่องหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และน่าสนใจมากในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งควรต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์กันอีกมากก่อนที่จะนำไปสู่ข้อสรุปในการตีความหมายของพิธีกรรมโบราณนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด
>> ร่วมกันคิด เพื่อเปลี่ยนรองรับ AEC.
โดย...สบเกษม แหงมงาม
ผู้ตรวจภาคประชาชน ด้านเศรษฐกิจ สำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้ตรวจกระทรวงพานิชย์ กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนตาก พบปะเรื่องเศรษฐกิจ การค้าตากในงานวิจัยเราคาดการณ์อนาคตไว้สามภาค คือภาคเทพธิดาดอย หน่อไม้ จิ้มน้ำปู สังคมตากจะอยู่ร่วมกับประชาคมอาเซียนได้ง่ายสงบ มีการติดต่อสื่อสารได้ดี และภาคที่สองเกาเหลาไม่งอก คือสังคมยังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ การเมืองใหญ่การเมืองท้องถิ่น สีเสื้อ มีการปะทะกันทางความคิด มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจตลอดเวลา และภาคที่สาม ต้มยำกุ้งแม่น้ำเมย (ฝังหัวตะกั่ว)ในอนาคตสังคมไทยจะมีความหลากหลายในมิติความเร้นลับในปัจเจก สังคมตากไม่ใช่สังคมเปิดเผย มีความลับเยอะ ตั้งแต่แนวคิดตั้งจังหวัดแม่สอด คิดแล้วมึนสังคมแตกแยก ตากเล็กอยู่แล้ว ตัดแบ่งตัวแบ่งเค้กจังหวัดตาก ให้มันเล็กลง ตาก ชื่อเป็นนามมงคล เมืองพระเจ้าตาก พระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงกู้ชาติกรุงศรีอยุธยา กู้เอกราชชาติไทย ไม่ควรจะแบ่งแยก และแตกความคิด
บริเวณสี่แยกอาเชียน จุดตัดถนน AH 1 กับถนน AH 2 สี่แยกใกล้ศาลากลาง จ.ตาก ทำไม ? ไม่คิดให้ตาก ที่เป็นเมือง 4 แยกอาเชียน ที่เป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางถนนเอเชีย 1 (AH 1) กับ ถนนเอเชีย 2 ( AH 2) ที่ตัว อ.เมือง จ.ตาก เชื่อมตะวันตก ตะวันออก และเชื่อมเหนือ-ใต้ แห่งเดียวของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จุดกระจายสินค้า และศูนย์กลางส่งเสริมและพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ให้เป็นจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ( AEC.) ซึ่งในอดีตทำไมเราไม่หยิบยกเรื่องราวและภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ โดย พลตำรวจตรี สง่า กิตติขจร ที่ได้ส่งเสริมและพัฒนาให้ตากเป็นศูนย์กลางพัฒนาภาคเหนือ มีสิ่งเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตาก ช่วงสมัย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้น ตากกินบุญเก่าในการพัฒนาจังหวัดตาก มีเพียง พณ ฯ อุดร ตันติสุนทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พณฯ รักษ์ ตันติสุนทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีผลงานปรากฏในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคม อย่างเด่นชัด เช่นก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยพม่า วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยการอาชีพ ปรับปรุงและก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร และอื่น ๆ ที่จับต้องได้ ส.ส.และรัฐมนตรีคนอื่น แย่งซีนผลงานของข้าราชการประจำ และภาคเอกชน มีแต่ขึ้นป้ายผลงานคนอื่น ให้คนตาก ทราบโดยทั่วกัน และต้องยอมรับการขับเคลื่อนการพัฒนาตาก กลายเป็นภาครัฐและเอกชนไป
นิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าไทย กับนักธุรกิจไทย-พม่า และภาครัฐสหภาพเมี้ยนมาร์
เรื่องการยกฐานะ เขตปกครองพิเศษนครแม่สอด และเมืองเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หอการค้าจังหวัดคิดอย่าง จังหวัดตาก (ภาคราชการ) คิดอย่าง และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดคิดอย่าง ส่วนภาคการเมือง (ส.ส.) ไม่คิดอะไรเลย ต้องยอมรับว่า ภาคเอกชน ภาคการเมือง อปท.คิดกันมานานนับ 10 ปี พึ่งปลื้มในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประชุม ครม.สัญจร ที่โรงแรมเซ็นทรัลแม่สอดฮิลล์ อ.แม่สอด เมื่อปี 2547 และเห็นชอบให้ 3 อำเภอ แม่สอด แม่ระมาด พบพระเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
หลังที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกปฎิวัติยึดอำนาจ เมื่อปี 2549 และเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 ฉบับ คมช. 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาคการเมืองอ่อนแอ แบ่งขั้ว แบ่งสี สองมาตรฐาน ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร อดีตนายกรัฐมนตรี เหยียบเงาตัวเอง คำพูดที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ เหมือนขว้างงู ไม่พ้นคอ องค์กรภาคประชาชน สื่อมวลชน(บางค่าย) เห็นชอบกับการรัฐประหาร หลงอำนาจ อยากเข้ามารัฐบาล ทั้งที่มีผลงานไม่เข้าตาประชาชน และประชาชนได้ตัดสินในการเลือกตั้ง เมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 แล้ว
การเมืองท้องถิ่นตาก กระแสเปลี่ยนผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น แรงมาก ที่คนตากล้มขั้วการเมืองเทศบาลเมืองตาก และองค์กรบริหารส่วนจังหวัดตาก ทำให้ จ.ส.ต.สมชาติ เพ็ชรประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองตาก และชิงชัย ก่อประภากิจ แพ้แบบหมดรูป ปัจจัยที่ชนะคนตาก อยากเปลี่ยน ไม่ใช่ปัจจัยอื่น แห่งความศรัทธา และกระสุน ผู้บริหารที่เข้ามาใหม่อย่าง อานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก และ ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายก อบจ.ตาก ต้องฟังเสียงชาวบ้าน และลงไปสัมผัสชาวบ้าน อย่าไปโทษคนเก่า สร้างหนี้ไว้ให้ ไม่มีเงินพัฒนา และที่สำคัญ ต้องไว้ใจคน และให้เกียรติคน กระจายอำนาจให้อย่างทั่วถึง งานการพัฒนาเมืองตาก ถึงจะเดินไปได้
เรื่องนี้ขอให้เป็นภาพรวมของผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น หลายแห่งได้ผู้บริหารท้องถิ่น ส.ท. ส.อบต. และ ส.อบจ.ตาก ได้คนเก่ง คนดี คนซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะทำงานเพื่อสังคม ถือเป็นโชคดี ส่วนเราได้นักการเมืองใจแคบ หลงอำนาจ มาตรฐานความเชื่อถือต่ำ มาตรฐานเป็นผู้นำทางความคิด และผลงานไม่ประจักษ์เป็นที่ยอมรับของสังคม ถือเป็นโชตร้าย ถือเป็นบทเรียน ที่ต้องปรับเปลี่ยน สังคม และสื่อมวลชนต้องรวมตัวกัน ทำความจริงให้ปรากฎ
ปี 2556 นักการเมืองทุกคน ที่เป็นความหวังของคนเมืองตาก ต้องสร้างความคิดใหม่ ทำงานตามที่บอกกับชาวบ้าน ตามที่เขียนไว้นโยบาย ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ให้เกียรติข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น และให้เกียรติชาวบ้าน และพวกพ้องพ้อง ประเภทนินทา บอกว่าคนโน้นไม่ดี อยู่ที่การปฎิบัติและพฤติกรรม และสังคมสามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากความลับไม่มีในโลก
ตากของเรานี้ ฉีดวัคซีนให้คนน้อยมาก เมื่อฉีดวัคซีนน้อยก็แน่นอน ภูมิต้านทานมันไม่มี มันก็อ่อนแอ เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย การเมืองยังไงก็ได้ โกงกินยังไงก็ได้ ขอให้มีผลงานนิดหน่อย ถ้าปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ มันก็เหมือนปลวกที่แทะกินบ้านเรือน ทำให้สังคมง่อนแง่น ในที่สุดก็จะล้มได้ มันจะล้มไปทางไหนก็แล้วแต่ แต่ว่ามันทำให้อ่อนแอมากขึ้นทุกที น่ากลัว
ผมคิดว่าคนตาก ต้องดูอดีตด้วย แล้วดูคนอื่นด้วย ดูพร้อมกันสองอย่าง ว่าอดีตเขาเคยทำ ไว้ดียังไง หรือว่าทำไม่ดี ยังไงก็อย่าไปทำตามสิ ก่อนหน้านี้ วิพากษ์วิจารย์เขา ไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ก็อย่าปฎิบัติ “เงินทอน” อย่าคิด ไม่ใช่เขาเรียกร้องร้อยละ 20 เราเรียกร้อยละ 25 มันจะสะท้อนกลับ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำดีมีชื่อเสียงมา 20-30 ปี สลายไปเพียงเสี้ยววินาที รวมทั้งเสร็จนา ฆ่าโคถึกเสร็จศึก ฆ่าขุนพล ซี่งคนเป็นผู้นำ แค่คิด ก็หมดเพื่อนพ้อง น้อง พี่ และผลักมิตรเป็นศัตรู ไม่เป็นประโยชน์อะไร สู้เอาศัตรูเป็นมิตรของผู้คนชาญฉลาดไม่ได้
เราหวังว่าคนตาก จะเรียนรู้มากขึ้น และเข้าใจมากขึ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณจะเป็นคนดีแต่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว คุณต้องกล้าเจ็บตัวออกมาพูดบ้าง แสดงจุดยืนเป็นตัวอย่างให้สังคม เราต้องเชื่อมั่นว่า ทุกคนจะเปลี่ยนตาก ให้ดีขึ้นได้ !!...
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555
>> ซีพีแนะรัฐแก้ปัญหาส่งออกข้าว ชี้ทำเกษตรให้เป็นสหกรณ์
ซีพีแนะรัฐแก้ปัญหาส่งออกข้าว ชี้ทำเกษตรให้เป็นสหกรณ์
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาการส่งออกข้าวไทยที่ต้องเสียแชมป์การส่งออก เพราะราคาข้าวในประเทศที่สูงจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลที่ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถขายข้าวแข่งกับต่างประเทศได้ โดยระบุว่า ภาครัฐและเอกชนต้องผนึกกำลังปรับประสิทธิภาพการส่งออกข้าวไทย ด้วยการส่งเสริมให้มีการใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์และให้ความรู้และเพิ่มการบริโภคข้าวไทยให้กว้างขวางขึ้น เช่นเดียวกับการใช้กลยุทธ์การตลาดด้านการท่องเที่ยวในตลาดโลก
ปรับปรุงงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยโดยกรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรให้มีพันธุ์ข้าวใหม่ที่เป็นข้าวไทยมีคุณภาพและประหยัดต้นทุนให้เกษตรกร ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเพาะปลูกให้ถูกวิธีเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การใส่ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการเก็บเกี่ยวและหลักเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิผลอย่างจริงจัง ส่งเสริมการใช้ระบบสหกรณ์เพื่อควบรวมพื้นที่เพื่อทำให้จัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูกและปฎิรูประบบการทำนาให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังมากขึ้น
เนื่องจากระบบสหกรณ์จะทำให้การจัดสรรระบบสาธารณูปโภค ในการพัฒนาพื้นที่นาได้สะดวกและส่งเสริมให้การใช้นโยบายรับจำนำอย่างโปร่งใส โดยรัฐบาลต้องรับภาระเรื่องสต็อกข้าว ระบบการบริหารคลังสินค้าข้าว การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพข้าวต้องปฎิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลต้องหาวิธีการระบายข้าวที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยรัฐต้องดำเนินการอย่างมืออาชีพและมีความโปร่งใส รวมทั้งการจัดเก็บสินค้าข้าวเพื่อเป็นคลังสินค้าอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
นายสุเมธ กล่าวว่า หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันจะทำให้ระบบการค้าข้าวไทย ซึ่งภาครัฐมีบทบาทกำหนดแนวทางหลักจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศได้อย่างเต็มที่และไทยยังคงสถานะการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวคุณภาพที่ดีและมีมูลค่า
ผู้สื่อข่าว : นภา ศรประสิทธิ์
ข่าวจริง สปริงนิวส์ ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต
ปรับปรุงงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยโดยกรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรให้มีพันธุ์ข้าวใหม่ที่เป็นข้าวไทยมีคุณภาพและประหยัดต้นทุนให้เกษตรกร ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเพาะปลูกให้ถูกวิธีเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การใส่ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการเก็บเกี่ยวและหลักเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิผลอย่างจริงจัง ส่งเสริมการใช้ระบบสหกรณ์เพื่อควบรวมพื้นที่เพื่อทำให้จัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูกและปฎิรูประบบการทำนาให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังมากขึ้น
เนื่องจากระบบสหกรณ์จะทำให้การจัดสรรระบบสาธารณูปโภค ในการพัฒนาพื้นที่นาได้สะดวกและส่งเสริมให้การใช้นโยบายรับจำนำอย่างโปร่งใส โดยรัฐบาลต้องรับภาระเรื่องสต็อกข้าว ระบบการบริหารคลังสินค้าข้าว การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพข้าวต้องปฎิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลต้องหาวิธีการระบายข้าวที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยรัฐต้องดำเนินการอย่างมืออาชีพและมีความโปร่งใส รวมทั้งการจัดเก็บสินค้าข้าวเพื่อเป็นคลังสินค้าอาหารเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
นายสุเมธ กล่าวว่า หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันจะทำให้ระบบการค้าข้าวไทย ซึ่งภาครัฐมีบทบาทกำหนดแนวทางหลักจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศได้อย่างเต็มที่และไทยยังคงสถานะการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวคุณภาพที่ดีและมีมูลค่า
ผู้สื่อข่าว : นภา ศรประสิทธิ์
ข่าวจริง สปริงนิวส์ ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต
go6TV: "ช่างภาพ TPBS" ยืนยันกลางศาล "ฟาบิโอลา-ช่างภาพอิตา...
go6TV: "ช่างภาพ TPBS" ยืนยันกลางศาล "ฟาบิโอลา-ช่างภาพอิตา...: วันที่ 27 ธันวาคม 2555 (go6TV) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลนัดไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ ช.10...
>> สองนักกรีฑาสาววังเจ้า-ผดุงปัญญา คว้านักกีฬายอดเยี่ยมวันกีฬาแห่งชาติ
สองนักกรีฑาสาววังเจ้า-ผดุงปัญญา คว้านักกีฬายอดเยี่ยม วันกีฬาแห่งชาติ
“สุนิษสา” เยาวชนทีมชาติ คว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมตามคาด ขณะที่นักกีฬาดาวรุ่งหญิง “มิ่งกมล” นักกีฬาในโครงการสปอตฮีโร่ กกท.สังกัด ร.ร.ผดุงปัญญา อนาคตนักกรีฑาทีมชาติ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
นายมงคล สัณฐิติวิฑูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยภายในงานมีบุคคลสำคัญในวงการกีฬา, นักกีฬาชื่อดังจากฝ่ายกีฬาชมรมกีฬา สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ- เอกชน ของจังหวัดตาก มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ที่ห้องอาหารชมปิง โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซด์ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555สรุปผลรางวัลได้ดังนี้
นักกีฬานักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่
1. นายชนะโชค เดชอภิรัตนมงคล นักกีฬาชนิดกีฬากอล์ฟ
2. นายณัฐวัฒน์ ศุภชีวกุล นักกีฬาชนิดจักรยาน
นักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่
นางสาว สุนิษสา บุญประสาร นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)
นักกีฬาดาวรุ่งหญิง ได้แก่
1. เด็กหญิง มิ่งกมล คุ้มผล นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)
2. เด็กหญิงรัฐนิชา บุญเดชา นักกีฬาชนิดว่ายน้ำ
ผู้ฝึกสอนกีฬายอดเยี่ยม ได้แก่.
นายอดิศักดิ์ คงเฟื่อง ผู้ฝึกสอนทีมกรีฑาจังหวัดตาก
โล่รางวัลเกียรติยศ ให้กับฝ่ายกีฬา ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดตาก
ฝ่ายกีฬาฟุตบอล สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
หน่วยงานที่สนับสนุนกีฬาดีเด่น ได้แก่
องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
ผู้สนับสนุนกีฬาดีเด่น จำนวน 3 รางวัล ได้แก่
1. นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
2. นายณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
3. นายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก
ผู้สนับสนุนกีฬายอดเยี่ยม จำนวน 4 รางวัล ได้แก่
1. นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก
2. นายแพทย์วิชัย วนดุรงค์วรรณ ประธานบริหารโรงพยาบาลวิชัยเวช
3. นายชัยยุทธ เสนีย์ตันติกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก
4. นายกฤษณะ พุ่มสนธิ์ ที่ปรึกษา สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
บุคลากรทางกีฬาดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่
1. นายประเสริฐ อินทับ อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
2. นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ ปฎิคม สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
3..นายราเชนทร์ สุวรรณโชคสกุล เหรัญญิก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
4.. นายฟรีอี เละเซ็น รองเลขาธิการสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
5.. นายฉัตรชัย คำไคร้ ฉัตรชัยฟาร์ม
ทั้งนี้ ในปี 2556 จังหวัดตาก ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานตาก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก และองค์กรปกครองท้องถิ่น รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 รอบคัดเลือก “ทีลอซูเกมส์” ในราวเดือนพฤศจิกายน 2556 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดตาก ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก
ที่มา : ปิงเมยตาก
นายมงคล สัณฐิติวิฑูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยภายในงานมีบุคคลสำคัญในวงการกีฬา, นักกีฬาชื่อดังจากฝ่ายกีฬาชมรมกีฬา สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ- เอกชน ของจังหวัดตาก มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ที่ห้องอาหารชมปิง โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซด์ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555สรุปผลรางวัลได้ดังนี้
1. นายชนะโชค เดชอภิรัตนมงคล นักกีฬาชนิดกีฬากอล์ฟ
2. นายณัฐวัฒน์ ศุภชีวกุล นักกีฬาชนิดจักรยาน
นักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่
นางสาว สุนิษสา บุญประสาร นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)
นักกีฬาดาวรุ่งหญิง ได้แก่
1. เด็กหญิง มิ่งกมล คุ้มผล นักกีฬาชนิดกรีฑา (ขว้างค้อน)
2. เด็กหญิงรัฐนิชา บุญเดชา นักกีฬาชนิดว่ายน้ำ
ผู้ฝึกสอนกีฬายอดเยี่ยม ได้แก่.
นายอดิศักดิ์ คงเฟื่อง ผู้ฝึกสอนทีมกรีฑาจังหวัดตาก
โล่รางวัลเกียรติยศ ให้กับฝ่ายกีฬา ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดตาก
ฝ่ายกีฬาฟุตบอล สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
หน่วยงานที่สนับสนุนกีฬาดีเด่น ได้แก่
องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
ผู้สนับสนุนกีฬาดีเด่น จำนวน 3 รางวัล ได้แก่
1. นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
2. นายณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก
3. นายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก
1. นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก
2. นายแพทย์วิชัย วนดุรงค์วรรณ ประธานบริหารโรงพยาบาลวิชัยเวช
3. นายชัยยุทธ เสนีย์ตันติกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก
4. นายกฤษณะ พุ่มสนธิ์ ที่ปรึกษา สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
บุคลากรทางกีฬาดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่
1. นายประเสริฐ อินทับ อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
2. นางพรรณทิพย์ ไชยชนะ ปฎิคม สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
3..นายราเชนทร์ สุวรรณโชคสกุล เหรัญญิก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก
4.. นายฟรีอี เละเซ็น รองเลขาธิการสมาคมกีฬาจังหวัดตาก
5.. นายฉัตรชัย คำไคร้ ฉัตรชัยฟาร์ม
ที่มา : ปิงเมยตาก
วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555
>> สมาคมกีฬาจังหวัดตากจัดการแข่งขันกีฬา ในงานตากสินฯ
นายอำนาจ นันทหาร นายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก แถลงข่าวว่า ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2555- 3 มกราคม 2556 ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองตาก อ.เมือง จ.ตาก สมาคมกีฬาจังหวัดตาก โดยการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก จะจัดการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทชนิดกีฬา เซปักตะกร้อ ฟุตบอล และฟุตซอล เยาวชน ประชาชนทั่วไป และผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากีฬา ส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพ และคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดตาก เพื่อเป็นตัวแทนจังหวัดตาก เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และกีฬาแห่งชาติ และกีฬาอาชีพ ในรายการต่าง ๆ ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนจัดขึ้นทั่วไปในแต่ละปี และที่สำคัญจะเป็นการคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดตาก ในประเภทต่าง ๆ ที่จังหวัดตากจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกภาค 5 ใน 15 จังหวัดภาคเหนือ ในปลายปี 2556
นายอำนาจ กล่าวว่า กีฬาที่จัดขึ้นในงานตากสินมหาราชานุสรณ์และงานกาชาดจังหวัดตากในปีนี้ จัดการแข่งขันร่วม 3 ประเภท มีกีฬาเซปักตะกร้อชาย-หญิง 6 ประเภทด้วยกัน
1. ทีมเดี่ยว ประชาชนทั่วไปชาย
2. ทีมเดี่ยว ประชาชนทั่วไปหญิง
3. ประเภททีมเดี่ยวโอเพ่น เยาวชนชาย อายุไม่เกิน 18 ปี
4. ประเภททีมเดี่ยว เยาวชนชาย (จำกัดฝีมือ)
มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดตาก อายุไมเกิน 15 ปี 5.ประเภททีมเดี่ยว (จำกัดฝีมือ) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดตาก อายุไม่เกิน 13 ปี และ 6 ประเภททีมเดี่ยวชาย อายุ 40 ปีขึ้นไป
ส่วนกีฬาฟุตบอล 7 คน มีการแข่งขัน 2 ประเภท
1. เยาวชนชาย อายุ ไม่เกิน 18 ปี และ
2. ประชาชนโอเพ่นทั่วไป กีฬาฟุตซอล มี 2 ประเภท เยาวชนอายุ ไม่เกิน 18 ปี และโอเพ่นผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป สมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 21 ธันวาคม ที่สมาคมกีฬาจังหวัดตาก ศูนย์ กกท.สำนักงานตาก สนามกีฬากลางจังหวัดตาก ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก
ผู้ชนะเลิศในทุกประเภทกีฬา รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัล ชนะเลิศถ้วยรางวัลเกียรติยศ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รองชนะเลิศอันดับ 1 นายณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายก อบจ.ตาก รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอำนาจ นันทหาร นายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และรองชนะเลิศอันดับ 3 นายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก หรือนายชูชาติ ชื่นมงคลสกุล อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และประธานฝ่ายกีฬาตะกร้อ หรือ ดร.สรรพสิริ อรชัยพันธ์ลาภ อุปนายกสมาคมกีฬาจังหวัดตาก และประธานฝ่ายกีฬาฟุตบอล จึงขอเรียนเชิญชาวตาก ไปร่วมเชียร์และให้กำลังใจกับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันในวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น โดยพร้อมเพรียงกัน.
ที่มา : ปิงเมย
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555
>> ปิดฉากยุคค่าแรงถูก อาเซียนถึงเวลารัฐ-เอกชน เร่งปรับตัว
ปิดฉากยุคค่าแรงถูก อาเซียนถึงเวลารัฐ-เอกชน เร่งปรับตัว
ในปี 2556 นอกเหนือจากการที่แรงงานไทยทั่วประเทศอีกกว่า 70 จังหวัดจะได้รับของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล
ด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน หลังจากที่มีการปรับเพิ่มให้กับ 7 จังหวัดนำร่องไปก่อนหน้านี้แล้วในต้นปีที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าแนวโน้มการขึ้นค่าแรงดังกล่าวจะไม่ได้มีแต่ในเฉพาะแค่ในไทยเสียแล้ว เพราะหากสังเกตให้ดีจะพบว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันต่างก็อินเทรนด์ไปกับกระแสการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยเช่นกัน
ไล่ไปตั้งแต่ รัฐบาลมาเลเซียเตรียมจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปีหน้า ขณะที่เวียดนามก็ประกาศให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแก่บริษัทเอกชนอีก 2530% และล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถึง 44% ไปอยู่ที่ 230 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 6,900 บาท) ในปีหน้าและมีแนวโน้มว่าเมืองอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นตามมาในอีกไม่ช้านี้
ไม่เว้นแม้แต่พม่าเอง ก็มีแววว่าเตรียมที่จะออกกฎหมายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำในอีกไม่ช้านี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณากฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยอยู่
สะท้อนภาพชัดว่า ยุคสมัยแห่งการใช้แรงงานราคาถูก ต้นทุนต่ำ ซึ่งเคยใช้เป็นโมเดลในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมาตลอดหลายปี ได้เดินทางมาถึงจุดจบแล้ว
ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มดังกล่าวได้สร้างความหนักใจและความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการอยู่ไม่น้อย เพราะการขึ้นค่าแรงอย่างรวดเร็วย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มบรรดาผู้ประกอบการเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีทุนไม่มาก ซึ่งต่างโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และบางรายถึงกับขู่ว่าอาจถึงขั้นปลดคนงาน และต้องเลิกล้มกิจการไป
สังเกตได้จากการที่บรรดาผู้ประกอบการเอกชนท้องถิ่นในอินโดนีเซีย รวมกุล่มกันกดดันทางการจาการ์ตาในการงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำกับบริษัทที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ฝ่ายนายจ้างในไทยและมาเลเซีย ก็ร้องขอเวลาในการปรับตัวกับการที่ต้องทำตามข้อกำหนดการเพิ่มค่าแรงมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดความกังวลอีกว่าการเพิ่มค่าแรงอย่างรวดเร็วอาจทำให้สินค้าและข้าวของแพงขึ้น จนส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก อาทิ เวียดนาม ซึ่งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 7.08% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วน สิงคโปร์ เมื่อเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลอีกว่าต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรงก็อาจจะส่งผลเสียทำให้ภูมิภาคอาเซียนไม่เป็นที่ดึงดูดของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน และอาจหันไปหาที่อื่นๆ ที่มีต้นทุนถูกกว่า เพื่อใช้ในการลงทุนแทนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลต่อการขึ้นค่าแรงเป็นจำนวนมาก แต่หากพินิจพิเคราะห์ถึงการปรับเพิ่มค่าแรงในอาเซียนจะพบว่า แนวโน้มดังกล่าวนี้ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เลย
เนื่องจากถ้าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการ ในไม่ช้าก็จะถูกประชาชนและผู้ใช้แรงงานในประเทศรุมกดดันให้ต้องดำเนินการอยู่ดี เพราะอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคข้าวของต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินในกระเป๋ากลับมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของประเด็นการหาคะแนนนิยมทางการเมืองจากผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย
กล่าวให้ชัดก็คือ เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนกลับไม่ดีขึ้นเลย
เห็นได้จากการที่คนขับรถตู้ชาวจีนในสิงคโปร์ที่ได้ก่อเหตุประท้วงรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก เนื่องจากคนงานเหล่านี้ไม่พอใจต่อค่าแรงที่ได้รับ สวัสดิการ สภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ที่รู้สึกว่าแย่เกินกว่าที่สมควรจะได้รับ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้มงวดกับบริษัทที่จ้างชาวต่างชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้บริษัทต่างๆ หันมาจ้างและเพิ่มค่าแรงคนงานในประเทศมากขึ้น
ขณะที่เมื่อกลางสัปดาห์ คนงานในกรุงจาการ์ตาก็รวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้การดูแลสวัสดิการคนงาน รวมถึงให้การขึ้นค่าแรงเป็นไปตามที่เคยให้สัญญาไว้
เหตุผลประการต่อมา ก็เป็นผลมาจากแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างภาวะเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐ ยุโรป และจีน ที่ซบเซาในระยะ 45 ปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศที่ใช้โมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มุ่งพึ่งพาการส่งออกมากจนเกินไป โดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงหันมาทบทวนแนวทางใหม่ด้วยการสร้างฐานการบริโภคและการซื้อขายจากตลาดภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สำคัญก็คือการเพิ่มอำนาจการซื้อให้กับประชาชนในประเทศเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ หากมองในอีกมุมหนึ่ง การขึ้นค่าแรงครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างผลเสียต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างที่คิดกันไว้ โดยเฉพาะการมีรายได้ที่มากขึ้นของประชาชนจะกลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากในมุมมองนักลงทุนต่างชาติขณะนี้ไม่ได้สนใจเฉพาะแค่การลงทุนโดยอาศัยประโยชน์จากแรงงานต้นทุนต่ำอย่างเดียวแล้ว แต่ยังได้มองไปถึงการเข้าถึงตลาดฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของภูมิภาคอีกด้วย
ดังนั้น การเพิ่มอำนาจการซื้อและการบริโภคของประชาชนจึงเปรียบดั่งเป็นโอกาสทองของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาค้าขายในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดตะวันตกกำลังอยู่ในช่วงซบเซาและถดถอยอย่างหนัก เห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่จากตะวันตกที่มีแผนเตรียมเพิ่มการลงทุนในเอเชียและอาเซียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด จีเอ็ม หรือแม้แต่ ไฮเนเก้น ที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท เอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรี่ (เอพีบี) ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ในอาเซียน จากเอฟแอนด์เอ็น โดยแข่งกับ ไทยเบฟ ของไทยอย่างดุเดือดช่วงกลางปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี
“การขึ้นค่าแรงจะนำไปสู่การดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการบริโภค เห็นได้จากยอดการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในอินโดนีเซียในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะว่านักลงทุนไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องค่าแรงราคาถูกแล้ว แต่ได้มองข้ามไปยังเรื่องการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 240 ล้านแล้ว” ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์อาเซียน ของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี เมื่อวันอังคารที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน ยังได้แสดงความเห็นคัดค้านต่อความคิดที่ว่าการมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนที่อื่น โดยระบุว่า แม้ว่าอาเซียนจะขึ้นค่าแรง แต่โดยรวมเมื่อเทียบค่าแรงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย อย่างเช่นแถบเมืองชายฝั่งตะวันออกของจีน จะพบว่าค่าแรงอาเซียนยังถูกกว่ามาก เห็นได้จากข้อมูลของธนาคารซิตี้แบงก์ที่ระบุว่าค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยในกรุงจาการ์ตาต่ำกว่าเมืองแถบชายฝั่งตะวันออกของจีนถึง 60%
สอดคล้องกับความเห็นของ เหว่ยจางกิต นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนจากธนาคารซิตี้แบงก์ที่ระบุว่า นอกเหนือจากค่าแรงที่อาเซียนถูกกว่าจีนแล้ว ภูมิภาคอาเซียนยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดิน ค่าไฟ รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ถูกกว่า จึงกล่าวได้ว่าเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว อาเซียนน่าสนใจกว่าจีนหลายช่วงตัว โดยเฉพาะต้นทุนที่นอกเหนือจากค่าแรงที่เหนือกว่ากันมาก
ถึงกระนั้น แม้ว่าการขึ้นค่าแรงจะส่งผลและเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ในย่านอาเซียนไม่สามารถจะหลีกหนีความจริงนี้ได้แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนควรคิดต่อไปให้ดีก็คือ จะทำเช่นไรให้การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศให้มากที่สุด โดยเฉพาะการที่รัฐบาลจะต้องเสริมศักยภาพและความสามารถของแรงงานให้ควบคู่ไปกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันภาคเอกชนก็จะต้องมองประโยชน์ที่จะได้ในระยะยาว ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นเพียงการทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น
ที่มา : Post Today. Last update : 12/7/2012 2:03:27 PM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



